วิธีดูแลตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดี ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ

  วิธีดูแลตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดี  ในชีวิตเราคงใช้ชีวิตทำงานหนักกันในทุกวันส่งผลให้ร่างกายเรานั้นเกิดผลเสียหลายอย่าง เช่นส่งผลเสียต่อสุขภาพและส่งผลเสียต่อชีวิต ถ้าอยากมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง พยายามดูแลเอาใจใส่ หาความสุขให้กับชีวิต การหลุดพ้นจากความเครียด เราก็จะสามารถดูแลตัวเองและจัดการความทุกข์ต่างๆให้ดีกว่าเดิม

       เลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีทั้งประโยชน์ต่อสุขภาพและรสชาติอร่อย การเติมผลไม้ ผัก โปรตีนคุณภาพ และอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งอื่นๆ ในจาน คุณจะได้รับประทานอาหารที่มีสีสัน หลากหลาย และดีสำหรับคุณ การกินเป็นหนึ่งปัจจัยหลักในการดูแลตัวเอง การเลือกกินอาหารให้ครบ 5หมู่ในแต่ละวันจึงเป็นเรื่องสำคัญ และมีคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลัก โดยเน้นกินผัก ผลไม้ที่ให้โปรตีนและคาร์โบไฮเดตรและสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคืออาหารที่ไม่มีประโยชน์และไขมันสูง

 5 วิธีดูแลตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดี

  1. การออกกำลังกายทุกวันนั้นดีต่อสุขภาพ สามารถช่วยลดน้ำหนักแล้วทำให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งการออกกำลังกายช่วยป้องกันจากโรคต่างๆ ปัจจุบันการออกกำลังกายมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความชอบ การออกกำลังกายไม่จำเป็นต้องออกอย่างหนัก โดยเลือกการออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำ เต้นแอโรบิคก็ได้ จะช่วยให้เราผ่อนคลายไม่มีเบื่อแถมมีหุ่นดีอีกด้วย
  2. การดื่มน้ำส่งผลดีที่อาจมีต่อผิวและสุขภาพโดยรวมของคุณ ผิวของคุณเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายของคุณ ปกป้องคุณ กักเก็บไขมันและน้ำ ป้องกันการสูญเสียของเหลว และทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมอุณหภูมิ การดื่มน้ำมากขึ้นเป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติที่สุดในการทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และมีสุขภาพดีที่ เราทุกคนต้องการดื่มน้ำเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเราควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10แก้ว เพื่อให้ร่างกายช่วยในเรื่องระบบเผาพลาญและสุขภาพที่สมบูรณ์แถมยังช่วยให้ผิวดีอีกด้วย
  3. การนอนหลับหรือพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับอย่างมีคุณภาพสม่ำเสมอ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายเมื่อตื่นนอน เด็กต้องการการนอนหลับมากกว่าผู้ใหญ่ วัยรุ่นต้องการนอน 8 ถึง 10 ชั่วโมงในแต่ละคืน เด็กวัยเรียนต้องการนอน 9 ถึง 12 ชั่วโมงต่อคืนเด็กก่อนวัยเรียนต้องนอนระหว่าง 10 ถึง 13 ชั่วโมงต่อวัน (รวมถึงการงีบหลับ)
  4. เด็กวัยหัดเดินต้องนอนระหว่าง 11 ถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน (รวมถึงการงีบหลับ) ทารกต้องนอนระหว่าง 12 ถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน (รวมถึงการงีบหลับ) ทารกแรกเกิดต้องนอนระหว่าง 14 ถึง 17 ชั่วโมงต่อวัน  การพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ในการดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่ดี เพื่อให่ร่างกายฟื้นฟูระบบการสั่งงานต่างๆได้อย่างเต็มที่
  5. ปรับวิธีคิด การจมกับความเครียดทำให้เราประสบปัญหาอาจกลายเป็นความเครียดสะสม ส่งผลให้คิดเรื่องต่างๆไปในทิศทางที่แย่ลง ลองปรับมุมมองมองโลกในแง่ดี อาจทำให้เราเข้าใจและใช้ชีวิตอย่างมีสติ จะช่วยให้เรามีความสุข มองโลกอยู่บนพื้นฐานความจริง มีความสุข ยิ้มและหัวเราะและพาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี นอกจากนี้จะช่วยให้ฟื้นฟูสภาพจิตใจยังช่วยให้เรามีทัศนคติที่ดีด้วย

    แนวทางการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ ให้มีสุขภาพที่ดี

วิธีรับมือช่วงหน้าฝน ไม่ให้คอนโดเจอปัญหาเรื่องน้ำ

เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ทุกคนต้องเตรียมพบกับปัญหาเรื่องน้ำที่อาจจะทำให้คอนโดเสื่อมสภาพ ยิ่งบ้านเราเป็นเขตอากาศร้อนชื้น หน้าฝนจึงเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานหลายเดือน ดังนั้น หากเรารู้วิธีป้องกันล่วงหน้า ก็จะทำให้เราป้องกันปัญหาเฉพาะหน้าได้นั่นเอง วันนี้เราจึงมี วิธีรับมือช่วงหน้าฝน ไม่ให้คอนโดเจอปัญหาเรื่องน้ำ มาฝากกัน

1. น้ำรั่ว น้ำซึม
หากพบว่าภายในคอนโดมีรอยร้าว หรือสังเกตเห็นครอบของรอยน้ำบนผนัง ให้รีบให้ช่างมาทำการซ่อมแซมอุดรอยร้าวนั้นให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นน้ำจะกัดเซาะโครงสร้างของบ้านทำให้ยากที่จะแก้ไข หรือหากในคอนโดมีเฟอร์นิเจอร์แบบ Build-in และต้องการเช็กสภาพความแข็งแรงคงทนของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้อง แนะนำให้หาช่างที่เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจเช็ก หรือถ้าต้องการติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ Build-in ในบ้านเพิ่ม เพื่อให้ง่ายต่อการจัดวางและเพิ่มพื้นที่ภายในห้องให้มากขึ้น

2. ทำกันสาด
หากเกิดพายุลมฝนแรงๆ อาจทำให้ฝนสาดเข้ามาในห้องได้ ข้อแนะนำคือทำกันสาดบริเวณหน้าต่างหรือระเบียงห้องเพื่อป้องกันน้ำฝนที่เป็นสาเหตุของปัญหารอยคราบน้ำ เชื้อรา ตะไคร่น้ำ รวมทั้งป้องกันวัสดุบ้านไม่ให้ผุพังเร็วจนเกินไปด้วย

3. ตรวจท่อระบายน้ำของบ้าน
ควรตรวจสอบบริเวณโดยรอบของท่อระบายน้ำ พยายามทำความสะอาด อย่าให้มีเศษขยะหรือของอะไรมาอุดตัน เพราะอาจทำให้ท่อไม่สามารถระบายน้ำได้ สิ่งที่ตามมาคือน้ำขัง เกิดคราบสกปรก และหากทิ้งไว้นาน ๆ อาจทำให้ท่อระบายน้ำเสื่อมโทรมไวขึ้น

4. คว่ำภาชนะทุกอย่าง
ควรคว่ำภาชนะทุกอย่างไม่ให้มีน้ำขัง เช่น กะละมัง ขัน ถังน้ำ ถ้วยชามต่าง ๆ เนื่องจากเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายนั่นเอง

5. เก็บเฟอร์นิเจอร์ให้พ้นฝน
เฟอร์นิเจอร์ที่เรามักจะวางไว้ข้างนอกบ้าน เช่น ชั้นวางของ เก้าอี้ โต๊ะต่าง ๆ เป็นต้น ควรนำเก็บเข้าที่ร่มให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันเชื้อราและเฟอร์นิเจอร์เสียหาย โดยเฉพาะพวกเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่อาจจะผุพังเร็วขึ้น หรือถ้าขนย้ายลำบาก อาจจะหาผ้าใบหนา ๆ คลุมไว้ป้องกันน้ำฝนแทน และถ้าหากเข้าสู่หน้าหนาวแล้ว ต้องตรวจเช็คเฟอร์นิเจอร์ของเราว่าสภาพยังสมบูรณ์อยู่หรือไม่ ถ้าสภาพไม่ดีแล้วอาจจะต้องเปลี่ยนทันทีครับ มิเช่นนั้นอาจจะเป็นแหล่งอาหารของปลวกได้

6. เช็คสภาพปลั๊กไฟ
ควรเช็คสภาพการใช้งานของปลั๊กไฟทุกตำแหน่งว่ามีตรงไหนเสียบ้าง หากพบว่ามีการชำรุดควรรีบให้ช่างมาเปลี่ยนใหม่ให้มีสภาพพร้อมใช้งาน เพื่อความปลอดภัยคนในบ้านเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจร ไฟช็อต ไฟรั่ว หรืออาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ภายหลังได้

7. กำจัดปลวก
เมื่อคอนโดเจอความเปียกชื้นในช่วงฤดูฝน สิ่งที่ตามมาก็คือปลวก เนื่องจากปลวกมักจะอพยพตัวเองให้หนีพ้นน้ำ และถึงแม้ว่าห้องของเราจะอยู่สูง แต่ก็จำเป็นต้องฉีดปลวกอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อป้องกันข้าวของเสียหายจนยากจะซ่อมแซมนั่นเอง

สำหรับ วิธีรับมือช่วงหน้าฝน ไม่ให้คอนโดเจอปัญหาเรื่องน้ำ ที่เรานำมานั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้พักอาศัยทุกคน เพราะ หลังจากฝนหยุดจะมีคราบดิน คราบตะไคร้น้ำ หรือสิ่งสกปรกอื่นๆ เกาะตัวอยู่ ดังนั้น ต้องทำความสะอาดพื้นหรือระเบียงเพื่อป้องกันการเกิดคราบต่างๆ ที่เป็นบ่อเกิดเชื้อโรคทันที

แมวแสดงพฤติกรรมแบบนี้ แปลว่ากำลังมีความสุขหรือเปล่านะ

สัตว์เลี้ยงที่ผู้คนนิยมนำมาเลี้ยงกันมากอย่างนึงเลยก็คือ แมว แมวเป็นสัตว์เลี้ยงตัวเล็กน่ารัก จึงเหมาะกับการเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงอย่างมาก แต่แมวนั้นก็มีลักษณะสายพันธุ์และลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันไป มีทั้งนิ่งๆแล้วก็ขี้อ้อน แต่เมื่อเราเลี้ยงเขาแล้ว ยังไงเราก็ต้องรักเขาอยู่ดี 

วันนี้เราจึงมีบทความ แมวแสดงพฤติกรรมแบบนี้ แปลว่ากำลังมีความสุขหรือเปล่านะ มาฝากทุกคนกัน เพื่อจะได้รู้ว่าเจ้าแมวของเรานั้นเขามีความรู้สึกอย่างไร 

1. เข้ามาเกาะแกะถูไถบ่อยๆ
การถูไถเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงความเป็นเจ้าของ ถ้าแมวแสดงพฤติกรรมแบบนี้มันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณเป็นของพวกมัน เอ๊ยไม่ใช่!! มันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพวกมันสบายใจที่ได้อยู่กับคุณต่างหากละ

2. นอนหงายท้องตรงหน้าคุณ
รู้ไหมว่าสำหรับแมวแล้วท้องเป็นบริเวณที่บอบบางมากๆ และพวกมันก็มักไม่ยอมให้ใครเข้ามายุ่มยามกับบริเวณนี้ง่ายๆ ด้วย การที่พวกมันหงายหน้าท้องให้คุณเล่นนั้นแสดงว่าพวกมันไว้ใจคุณมากๆ และมีความสุขที่ได้อยู่กับคุณยังไงละ

3. ชอบขบเราเบาๆ
การขบกันเป็นหนึ่งในวิธีเล่นของแมว ซึ่งหากเจ้าเหมียวขบเราเบาๆ ก็หมายความว่ามันอยากเล่นกับเราด้วยนั่นเอง

4. นอนยืดตัวใกล้ๆ คุณ
ถ้าแมวแสดงพฤติกรรมแบบนี้ แปลว่ามันสบายใจเวลาที่อยู่ใกล้ๆคุณ เพราะคงไม่มีใครกล้านอนสบายๆ บริเวณที่ตัวเองไม่สบายใจหรอก แมวก็เช่นกัน

5. แมวมาเลียตัวเรา
การเลียทำความสะอาดให้กันเป็นหนึ่งในวิธีแสดงความรักของแมว การที่พวกมันเลียเราในบางครั้งก็เป็นเหมือนการบอกรักเราอ้อมๆ นั่นเอง

6. กะพริบตาช้าๆ ใส่เรา
การกะพริบตาใส่เราช้าๆ โดยที่แมวยังจ้องเราอยู่เป็นเสมือนหนึ่งในวิธีการบอกรักของแมวเลย

สำหรับบทความ แมวแสดงพฤติกรรมแบบนี้ แปลว่ากำลังมีความสุขหรือเปล่านะ ที่เรานำมานั้น หวังว่าจะเป็นความรู้ให้แก่ชาวทาสแมวทุกคน เพราะเมื่อเราเลี้ยงเขาแล้ว เขาก็เหมือนคนในครอบครัวของเราอีกคน เราควรจะใส่ใจดูแลเขา และทำให้เขามีความสุขมากที่สุด

สั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อ

เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น ผู้คนก็มักจะระมัดระวังตัวกันมากขึ้น หลายคนเลือกที่จะไม่ออกจากบ้านเพื่อลดโอกาสเสี่ยงการติดเชื้อ ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ทำก็คือการเลือกสั่งของสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ทั้งอาหารพร้อมทาน ของสด ของแห้ง แทน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองนั้นต้องไปพบเจอผู้คน

วันนี้เราจึงมีบทความ สั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อ มาฝากทุกคนกัน เพราะสิ่งที่เราคิดว่าปลอดภัย จริงๆอาจจะไม่ได้ปลอดภัยขนาดขนาดนั้น ต่อให้เราสั่งเดลิเวอรี่ แต่ก็ควรรู้ข้อควรระวังไว้ด้วย

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่เน้นใน 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
กลุ่มที่ 1 ผู้ประกอบการที่จัดบริการอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี
1. คัดเลือกร้านอาหารได้รับใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น
2. ติดตามสถานการณ์และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และให้ความรู้หรือประชาสัมพันธ์คนขนส่งอาหาร เช่น การสวมหน้ากากที่ถูกวิธี และขั้นตอนการล้างมือที่ถูกต้อง เป็นต้น ผ่านช่องทางต่างๆ ของบริษัท
3. จัดบริการหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือให้แก่คนขนส่งอาหาร
4. จัดบริการตรวจสุขภาพให้แก่คนขนส่งอาหาร หากพบคนขนส่งอาหารมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที

กลุ่มที่ 2 ร้านอาหารให้บริการอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี
1. อาหารปรุงสำเร็จต้องปรุงสุกใหม่ สำหรับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปรุงให้สุกด้วยความร้อนไม่น้อยกว่า 70 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงการจำหน่ายอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุกหากมีอาการเจ็บป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที
2. จัดให้มีที่ล้างมือพร้อมสบู่สำหรับล้างมือ หรือจัดให้มีเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ
3. จัดสถานที่ให้เพียงพอกับจำนวนคนขนส่งอาหารที่เข้ามาใช้บริการโดยจัดระยะห่าง 1 เมตร และมีการระบายอากาศที่เหมาะสม
4. จัดหาภาชนะบรรจุอาหารที่เหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท แข็งแรง ปกปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนในระหว่างการขนส่ง ไม่ใช้โฟมในการบรรจุอาหาร
5. อาหารปรุงสำเร็จ มีการติดฉลากที่ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจน เช่น ชื่อร้านอาหาร วัน/เดือน/ปี เวลาที่ผลิต ระยะเวลา และอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษาอาหาร เป็นต้น

กลุ่มที่ 3 คนขนส่งอาหารเดลิเวอรี ได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาหารตั้งแต่กระบวนการสั่งซื้ออาหาร การรับอาหารจากร้านอาหาร และขนส่งอาหารไปสู่ผู้บริโภค จะต้องปฏิบัติดังนี้
1. สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเอง ไอ จาม ปนเปื้อนอาหาร และลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อโรคระหว่างให้บริการ
2. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติงานขนส่งอาหาร ก่อนเข้าร้านอาหาร หลังการส่งอาหารให้ผู้บริโภค หลังเข้าส้วม หลังจับสิ่งสกปรก และจับเงิน
3. หากมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที
4. จัดหากล่องบรรจุอาหารท้ายยานพาหนะสำหรับขนส่งอาหารที่มีโครงสร้างที่แข็งแรง ปกปิดมิดชิดในลักษณะที่ช่วยป้องกันการปนเปื้อน
5. ตรวจสอบคุณภาพอาหารทันทีหลังได้รับจากร้านอาหาร เช่น ความสะอาด สภาพอาหารและไม่มีกลิ่นเน่าเสีย บรรจุอยู่ในภาชนะที่มีสภาพดี ไม่ชำรุด การปกปิดอาหาร ฉลากอาหาร เป็นต้น
6. การส่งอาหารต้องแยกเก็บอาหารเป็นสัดส่วน ระหว่างอาหารปรุงสำเร็จและเครื่องดื่ม และจัดส่งถึงมือผู้บริโภคให้เร็วที่สุด
7. ไม่ควรเปิดกล่องบรรจุอาหารท้ายยานพาหนะจนกว่าจะพบผู้สั่งซื้ออาหาร โดยก่อนเปิดกล่องใส่อาหารทุกครั้งควรทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ จัดส่งอาหารให้ผู้สั่งซื้อโดยตรงหรือจุดที่ผู้สั่งซื้อกำหนดเพื่อลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อโรคระหว่างให้บริการผู้สั่งซื้อ ในการส่งอาหาร คนขนส่งอาหารควรอยู่ห่างผู้รับอาหารอย่างน้อย 1 เมตร
8. ถอดถุงมือผ้าในระหว่างการหยิบจับอาหาร เพราะอาจเกิดการปนเปื้อนของฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่สะสมในถุงมือผ้า  

กลุ่มที่ 4 ผู้สั่งซื้ออาหาร/ผู้บริโภค เมื่อได้รับอาหารแล้วควรปฏิบัติดังนี้
1. ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ หลังการรับอาหารจากคนขนส่งอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร
2.
สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยหากมีอาการป่วย ในระหว่างการรับอาหารจากคนขนส่งอาหาร
3. หลีกเลี่ยงการสั่งซื้ออาหารกลุ่มเสี่ยง เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือเครื่องในสัตว์ที่ปรุงไม่สุก อาหารที่เน่าเสียง่าย อาหารที่ปรุงด้วยนม กะทิ เป็นต้น ควรนำไปอุ่นร้อนก่อนรับประทาน
4. ตรวจสอบคุณภาพอาหาร เช่น ความสะอาด สภาพอาหารและไม่มีกลิ่นเน่าเสีย ความเหมาะสมของภาชนะบรรจุ การปกปิดอาหาร เป็นต้น

เมื่อเราได้รู้วิธี สั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อ แล้ว ก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติใช้กันด้วยนะ เพราะเราจะได้ทั้งช่วยคนภายนอกและตัวเราเองให้ห่างไกลจากโรคระบาดได้

ดอกไม้ที่มีความหมายว่ารักของคนญี่ปุ่น 9 ชนิด

ในช่วงวันแห่งความรัก หรือตอนที่หัวใจเป็นสีชมพู เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่คนรักอยากมอบให้แก่กันคือดอกไม้ แต่การจะซื้อดอกไม้ให้ใครสักคนนั้น เราก้ควรจะรู้ความหมายเสียก่อน มารู้จัก ดอกไม้ที่มีความหมายว่ารักของคนญี่ปุ่น 9 ชนิด กัน เผื่อว่าจะซื้อหรือปลูกไว้ให้ใครซักคน

1. แคคตัส (サボテン)

6

แคคตัส (Cactus) เป็นต้นไม้ที่ทนทานต่อความแห้งแล้ง มีหลากหลายสายพันธุ์ ด้วยความทนทานที่สูงจึงเหมาะที่จะนำมาปลูกไว้ในบ้านสำหรับคนที่ไม่มีเวลาดูแลรักษาเป็นประจำ ความหมายของต้นแคคตัสคือ ความรักที่ไม่มีวันเหี่ยวเฉา

2. ดอกดาวเรือง (マリーゴールド)

7

ดอกดาวเรือง (Marigold) เป็นดอกไม้ที่ปลูกไว้เป็นไม้ประดับ และบางสายพันธุ์จะถูกปลูกรวมไว้กับพืชผักเพื่อป้องกันไส้เดือนฝอยไม่ให้เข้ามาทำลายพืชผัก ความหมายของดอกดาวเรืองคือ รักที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงหรือความรักที่เป็นนิรันดร์

3. ดอกกุหลาบ (バラ, 薔薇)

1

ดอกกุหลาบ (Rose) เป็นดอกไม้ที่บานในช่วงตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนพฤศจิกายน ความหมายโดยทั่วไปของดอกกุหลาบคือ ความรัก แต่มีรายละเอียดของสีต่างๆ ดังนี้คือ สีแดงมีความหมายว่า แรงผลักดันและฉันรักเธอ สีขาวมีความหมายว่า ความเคารพและพรหมจรรย์ สีเหลืองมีความหมายว่า มิตรภาพและสันติสุข สีน้ำเงินมีความหมายว่า ความฝันที่เป็นจริง และสีขมพูมีความหมายว่า ความรู้สึกขอบคุณและความสุข

4. บีโกเนีย (ベゴニア)

2

บีโกเนีย (Begonia) เป็นดอกไม้ที่บานในช่วงตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึงเดือนตุลาคม บีโกเนียมีหลากหลายพันธุ์ ความหมายของดอกบีโกเนียคือ การสารภาพรักและการแอบรักเขาข้างเดียว

5. บลูสตาร์ (ブルースター)

3

บลูสตาร์ (Blue star) หรือทวีเดีย (Tweedia) เป็นดอกไม้สีฟ้าสวย มีกลีบดอก 5 กลีบ ซึ่งบานดอกในช่วงตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ความหมายของดอกไม้คือ ความรักที่มีความสุขและความเชื่อมั่นของหัวใจ

6. เจอราเนียม (ゼラニウム)

4

เจอราเนียม (Geranium) เป็นไม้ดอกที่ปลูกง่ายและบานดอกเกือบทั้งปี ยกเว้นช่วงที่ร้อนจัดและหนาวจัด ใบมีกลิ่นหอมที่ช่วยไล่ยุงและแมลง มีดอกสีต่างๆ ได้แก่ ชมพู แดง เหลือง และขาว ความหมายของดอกไม้คือ ความรัก

7. มอร์นิ่งกลอรี่ หรือ อะสะกะโอะ (朝顔)

5

มอร์นิ่งกลอรี่ (Morning glory) เป็นไม้ตระกูลเดียวกับผักบุ้งซึ่งมีดอกคล้ายดอกผักบุ้ง เป็นต้นไม้ที่เด็กญี่ปุ่นทุกคนเคยปลูกเพื่อเรียนรู้การเจริญเติบโตของต้นไม้ ดอกมอร์นิ่งกลอรี่จะบานดอกในช่วงฤดูร้อน โดยมีดอกสีต่างๆ ได้แก่ สีน้ำเงิน ม่วง ขาว และชมพู เป็นต้น ความหมายของดอกไม้คือ ความรัก

8. มาร์กาเร็ต (マーガレット)

8

มาร์กาเร็ต (Marguerite) เป็นดอกไม้ที่คนญี่ปุ่นนิยมนำกลีบมาเสี่ยงทาย กลีบดอกมีสีขาว บานดอกในช่วงที่มีอากาศอบอุ่นตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน และเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ความหมายของดอกไม้คือ ความรักที่แท้จริง

9. ดอกชบา (ハイビスカス)

9

ดอกชบา (Hibiscus หรือ China rose) เป็นดอกไม้ที่บานในช่วงฤดูร้อนที่ญี่ปุ่น ความหมายของดอกไม้คือ รักครั้งใหม่

จากบทความ ดอกไม้ที่มีความหมายว่ารักของคนญี่ปุ่น 9 ชนิด ก็มีดอกไม้หลายชนิดที่หาได้ในเมืองไทย แม้จะเป็นดอกไม้พื้นบ้านแต่ความหมายสุดโรแมนติก รักใครชอบใครก็อย่าลืมเอาดอกไม้ติดมือไปฝากพร้อมบอกความหมายดีๆ ให้เขาฟังด้วยนะ 

10 สิ่งที่ทำแล้วสุดเฮงในวันตรุษจีน

เทศกาลสำคัญในปฏิทินนั้นมีอยู่มากมาย แต่เทศกาลหนึ่งที่สำคัญมากของจีน แต่มามีอิธิพลในไทยก็มีอยู่ด้วยนั่นคือ วันตรุษจีน เพราะถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามปฎิทินจีน และเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่เริ่มเปลี่ยนแปลงทำสิ่งใหม่ ๆ เพื่อเป็นการเริ่มต้นที่ดี และที่สำคัญเป็นวันรับ “อั่งเปา” และวันนี้เราก็มี 10 สิ่งที่ทำแล้วสุดเฮงในวันตรุษจีนมามาฝากกันด้วย

1.ไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ และไหว้ผีไม่มีญาติ
ช่วงเช้าหลังจากไหว้เจ้าในบ้าน หรือ “ตีจูเอี๊ย” และไหว้บรรพบุรุษแล้ว หลังจากนั้นในตอนเที่ยงจึงไหว้ผีไม่มีญาติ ซึ่งของไหว้จะมีทั้งของคาว-หวาน รวมทั้งเป็ด-ไก่ มากหรือน้อยแล้วแต่ฐานะของผู้ไหว้ และมีเครื่องกระป๋อง ข้าวสาร เกลือ เพื่อให้ผีไม่มีญาติพกไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องจุดขี้ไต้ 2 ชิ้นไว้ด้วย เมื่อไหว้เสร็จจะจุดประทัด จากนั้นจะโปรยข้าวสารผสมเกลือ ขับไล่สิ่งที่ไม่ดีให้หมดไป

2.ไหว้เจ้าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
เพื่อเป็นสิริมงคลแนะนำของไหว้เจ้า 9 อย่าง โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ง่าย ๆ 3 ประเภท ได้แก่ ผลไม้, อาหาร, ขนม โดยให้ความหมายเรียงร้อยต่อกัน

3.ห้ามกวาดบ้าน
เนื่องจากก่อนวันตรุษจีน จะมีการทำความสะอาดบ้าน ปัดกวาดครั้งใหญ่ และเมื่อถึงวันปีใหม่จะไม่กวาดบ้านจนถึงวันชิวลี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวันแรกของการเริ่มต้นทำงาน เพราะถือว่าจะกวาดสิ่งมงคลทิ้งไป หากจำเป็นต้องกวาดบ้านในวันนี้แนะนำให้กวาดจากหน้าบ้านเข้าไปในบ้าน

4. เลือกใส่เสื้อผ้าใหม่สีสันสดใส
เลือกใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส โดยเฉพาะสีแดงเป็นสีที่เป็นมงคลมาก และไม่ควรใส่สีเทา หรือสีดำเด็ดขาดเพราะถือว่าไม่เป็นสิริมงคล

5.รวมญาติกินเกี๊ยว
วันตรุษจีนถือเป็นวันรวมญาติของชาวจีน โดยทุกคนจะเดินทางมาร่วมโต๊ะกินเกี๊ยวในวันซาจั๊บมื้อสุดท้ายก่อนขึ้นปีใหม่ ทำไมต้องเป็น “เกี๊ยว” ก็เพราะลักษณะของเกี๊ยวจะเหมือนกับ “เงิน” ของจีน ให้ความหมายว่า ให้มั่งมีเงินทอง

6.กินเจมื้อเช้า คือมื้อแรกของปีใหม่
ในวันชิวอิก คนจีนจะกินเจมื้อแรกของปี เชื่อกันว่าจะได้บุญเหมือนกับกินเจตลอดทั้งปี

7.ทำพิธีรับ “ไช่ซิงเอี้ย”
เป็นเทพพิทักษ์ทรัพย์ หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ส่วนใหญ่จะทำพิธีระหว่างหลังเที่ยงคืนของวันซาจั๊บจนถึงก่อนตี

8. ติด “ตุ๊ยเลี้ยง” หรือคำอวยพรปีใหม่
คำอวยพรที่เขียนจะประกอบด้วยตัวอักษร 7 ตัว เขียนเป็นคำกลอน โดยมากจะอวยพรให้ทำมาค้าขึ้น ให้มั่งมีเงินทอง ติดตามสองข้างประตูบ้าน และมีอีกแผ่นสำหรับติดทางขวางตรงกลางทางเข้า-ออก เขียนคำว่า “ชุก ยิบ เผ่ง อัง” แปลว่า เข้า-ออกโดยปลอดภัย รวมทั้งติดภาพเด็กผู้หญิง-เด็กผู้ชาย ที่เรียกว่า “หนี่อ่วย” ซึ่งเป็นภาพมงคลของจีน ถือเป็นงานศิลปะที่สำคัญอีกอย่างนอกเหนือจากการตัดกระดาษ มักติดที่ประตูหน้าบ้าน

9.นำส้ม 4 ผล สำหรับอวยพรผู้ใหญ่
โดยเจ้าบ้านเองนอกจากจะเตรียมเมล็ดแตงโมย้อมสีแดงไว้ 1 พาน และลูกสมอจีนไว้รับแขกแล้ว เมื่อมีผู้มาอวยพร จะรับส้มขึ้นมา 2 ผล และนำส้มในบ้านที่เตรียมไว้วางคืนลง 2 ผล

10.รับอั่งเปา
โดยวันนี้ผู้ใหญ่จะมอบอั่งเปาให้กับเด็ก ๆ หรือจะเลือกเปิดบัญชีให้กับลูกหลาน โดยทางกรุงศรีเองก็มีผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำและรับฟรีกระปุกออมสินแมวนำโชค สัญลักษณ์แห่งโชคลาภ 

ก่อนที่ผู้ชายคนหนึ่งจะตัดสินใจแต่งงาน มีองค์ประกอบอะไรในการตัดสินใจ..

ผู้หญิงหลายคนนั้นคงอยากรู้ว่า ก่อนที่ผู้ชายคนหนึ่งจะตัดสินใจแต่งงานกับผู้หญิงสักคนหนึ่ง เขามีองค์ประกอบอะไรในการตัดสินใจบ้าง จากผลสำรวจ ผู้ชายเกินครึ่งจะเลือกคู่ครองด้วยตนเองถึงร้อยละ 67 ที่เหลือคนรอบข้างจะช่วยตัดสินใจ ทั้งพ่อแม่ เพื่อน พี่น้อง ขณะที่ผู้ชายร้อยละ 40 ไม่มายด์กับผู้หญิงที่เคยผ่านการมีชีวิตคู่มาแล้ว แต่แคร์สถานภาพปัจจุบันว่าต้องโสดมากกว่า

ยังน่าดีใจที่ผู้ชายร้อยละ 23 ต้องการสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและมีบุตร ส่วนร้อยละ 22 ต้องการมีคนดูแลเอาใจใส่ ร้อยละ 18 เพราะเหงาและต้องการความอบอุ่นจากเพศตรงข้าม ขณะที่ร้อยละ 7 เพราะอกหักจากรักที่ไม่สมหวัง แต่สิ่งที่ผู้หญิงต้องระวัง แม้จะเป็นส่วนน้อยแค่ร้อยละ 7 ที่ผู้ชายอยากมีใครมาอยู่ข้างๆ เพราะต้องการมีเพศสัมพันธ์ด้วย อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเพศที่มาจากดาวคนละดวงกัน แต่หากเข้าใจถึงวิธีคิดอีกฝ่ายได้ ก็จะทำให้การคบหากันระหว่างชายหญิงราบรื่น ซึ่งผลสำรวจนี้ ได้สะท้อนความคิดของผู้ชายในการเลือกดูคุณสมบัติของผู้หญิงที่ใช่สำหรับเขา แบ่งเป็นคุณสมบัติเด่นๆ ดังนี้

ด้านความฉลาด
ผู้ชายเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นที่เลือกเพราะผู้หญิงมีการศึกษาสูง ขณะที่เกือบทั้งหมดให้ความสำคัญกับความฉลาดทางสังคมมากกว่า ทั้งผู้หญิงที่รู้จักใช้ชีวิตที่ถูกต้อง ผู้หญิงที่พูดจาถูกกาลเทศะ ผู้หญิงที่มีสไตล์และบุคลิกเป็นตัวของตัวเอง ผู้หญิงที่มีไหวพริบ และเลือกผู้หญิงทำงานเก่ง

ด้านความอ่อนโยน
ที่น่าสนใจคือ ผู้ชายส่วนมากชอบผู้หญิงที่มองโลกในแง่ดี แง่บวก นอกจากนี้ยังชอบผู้หญิงเรียบร้อย และพูดจาน่าฟัง เพราะการจะแต่งงานกับใครสักคนเราต้องผ่านอุปสรรคต่างๆมากมาย หากมีฝ่ายใดอ่อนลง ก็อาจจะช่วยให้ความรักยืนยาวขึ้น

ด้านความสามารถในการหารายได้
ผู้ชายส่วนใหญ่ชอบคู่ชีวิตที่รู้จักใช้เงินอย่างมีประโยชน์ อีกทั้งยังชอบผู้หญิงใฝ่รู้ ชอบศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ

ด้านความเป็นแม่ศรีเรือน
ยุคนี้ผู้ชายอาจไม่คาดหวังกับผู้หญิงที่มีเสน่ห์ปลายจวัก ขอแค่เป็นผู้หญิงที่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สามารถดูแลสามีและลูกได้ ขณะที่ผู้หญิงที่ทำกับข้าวเก่งและมีความสามารถในงานฝีมืออยู่อันดับสุดท้าย

ด้านการส่งเสริมในด้านต่างๆ
อันดับ 1 ผู้ชายยังคงชอบให้ผู้หญิงเอาอกเอาใจ อันดับ 2 อยากให้คู่ชีวิตช่วยเตือนสติเขาได้ ที่น่าสนใจคือ มีนิสัยส่วนตัวของผู้หญิงบางเรื่องที่ทำให้ผู้ชายจะไม่เลือกมาเป็นภรรยาเลย นั่นคือ ผู้หญิงที่อยู่ด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา คิดแต่เรื่องลบ และขี้หึง

การนำเสนอข้อมูลที่ช่วยให้ผู้หญิงทั้งที่เป็นสาวโสดและแต่งงานแล้วได้เข้าใจมุมมองความคิดของผู้ชายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ทั้งหญิงและชายพัฒนาความสัมพันธ์ในการเดินเคียงข้างเป็นคู่ชีวิตกันได้ดียิ่งขึ้นและยั่งยืน ผู้หญิงควรรู้ไว้เพื่อประดับสติปัญญา ไม่ใช่รู้ไว้เพื่อรอให้เขามาเลือกนะ 

ทริค ทำงานให้เสร็จเร็วๆ ในเวลาสั้นๆ

หากเราเป็นคนที่ทำงานประจำนั้น เราจะมีเวลากำหนดในการทำงานอยู่แล้ว อยู่ในช่วงเวลา 8 ชั่วโมง แต่จะทำงานจริงกี่ชั่วโมงนั้นก็อีกเรื่องหนึ่งแต่เราสามารถกำหนดเวลาของตัวเองได้ให้งานเสร็จภายในเวลาที่กำหนด เพราะยังไงแล้วพอสิ้นเดือนเราก็ได้รับเงินเดือนปกติ แต่หากเป็นการทำงานส่วยตัวล่ะ  โดยเฉพาะงานส่วนตัวที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือต้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ในเวลา 8 ชั่วโมง หากไม่วางแผนให้ดี ก็ยากที่จะทำงานให้เสร็จตามแผน เพราะมีสิ่งดึงความสนใจหลายอย่างมาก Facebook, youtube ฯลฯ วิธีการทำงานให้ได้งาน และเสร็จเร็ว ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานมากนักในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถทำงานให้สำเร็จได้ หากปฏิบัติตามนี้

จัดสถานที่ทำงานให้เป็นสัดส่วน อย่าเปลี่ยนที่ทำงาน
สถานที่ทำงานต้องเป็นสัดเป็นส่วน มีที่สำหรับทำงานโดยเฉพาะ จะทำให้งานต่อเนื่องและเสร็จเร็วกว่า หลายคนมีมุมทำงานหลายแบบ ร้านกาแฟบ้าง ผับบ้าง เธคบ้าง ร้านอาหารบ้าง ฯลฯ งานก็จะไม่ต่อเนื่อง การมีที่ทำงานที่เป็นที่เป็นทางจะทำให้งานมีความเป็นระเบียบ งานบางอย่างอาจจะใช้เวลานานหลายวัน แต่หากงานถูกจัดวางที่เดิม เวลามาหยิบมาเริ่มงานต่อ ความคิดก็จะต่อเนื่อง แต่หากเปลี่ยนสถานที่ งานก็จะไม่ต่อเนื่อง เสียเวลาเรียบเรียงเนื้อหาในสมองบ่อยๆ

ทำอย่างเดียวเรื่องเดียวอย่างมุ่งมั่น
การทำงานให้เสร็จเร็วและได้งาน ต้องมุ่งเรื่องเดียว ทำเรื่องเดียว อย่าทำงานไปด้วย ดูทีวี หรือฟังเพลง หรือทำกิจกรรมอะไรก็ตาม ต้องปิดให้หมด มุ่งสมาธิไปที่การทำงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น งานก็จะเสร็จเร็วมากๆ

วางแผนก่อนลงมือทำงานเสมอ
การวางแผนก่อนจะลงมือทำงาน จะช่วยให้งานสำเร็จลุล่วงได้รวดเร็ว อาจจะเสียเวลาวางแผน หรือกำหนดขั้นตอนการทำงานก่อนหลัง แต่หากได้วางแผนดีแล้ว งานจะเดินเร็วมากๆ เช่น ต้องการอ่านหนังสือประมาณ 200 หน้า การวางแผนง่ายๆ ก็คือ ลองอ่าน 1 หน้า แล้วดูว่า ใช้เวลากี่นาที สมมุติว่าหน้าหนึ่งใช้เวลา 3 นาที จำนวนหน้าทั้งหมด 200 หน้าก็จะใช้เวลาประมาณ 600 นาที หรือ 10 ชั่วโมงนั่นเอง นี่เป็นการวางแผนอย่างง่ายๆ

 เมื่อวางแผนเสร็จแล้ว คราวนี้ ก็ลุยอ่านลูกเดียวเลย 10 ชั่วโมงก็อ่านจบได้สบายๆ แต่หากว่า อ่านไป ฟังเพลงไป เล่นเน็ตไป แช็ทไปด้วย ไปนั่งอ่านร้านกาแฟมั่ง ฯลฯ 10 ชั่วโมงไม่มีทางอ่านได้จบทั้งเล่ม ส่วนใหญ่จะใช้เวลาเป็นอาทิตย์ เชื่อว่าหลายคนก็คงจะเคยเป็นแบบนี้แน่นอน อย่างแน่นอน

งานที่มีความซับซ้อนมาก ก็ยิ่งต้องการการวางแผนก่อนลงมือทำงานให้มากๆ แม้จะปวดหัวพอสมควร แต่หากฝึกบ่อยๆ ก็จะช่วยให้ทำงานได้เร็วมากขึ้น เป็นการฝึกการจัดระเบียบสมองไปในตัว

ปิดการเชื่อมต่อทั้งหมด
ในระหว่างการทำงาน จำเป็นต้องปิดการเชื่อมต่อให้หมด นำโทรศัพท์ไปไว้ไกลๆ ตัวหรือปิดเครื่องไปเลย คนรอบข้างก็เช่นกัน ขอร้องห้ามมารบกวนอย่างเด็ดขาด การมีอุปกรณ์ต่างๆ ใกล้ตัวมาก มักจะทำให้อดใจไม่แตะไม่ได้ เวลาเครียดหรือคิดอะไรไม่ออก การแตะเปิดแอปใดๆ อาจจะทำให้เสียเวลา เพราะใช้งานจนเพลิน ระหว่างทำงาน ผู้เขียนมักจะชอบเปิด Youtube โดยตั้งใจว่า ดูคลิปเดียวนะ แต่พอเอาเข้าจริงๆ บางทีเป็นชั่วโมงกว่าจะกลับมาทำงานได้

มีงานใหญ่ต้องฟิตร่างกายให้พร้อม
หากมีงานใหญ่ งานสำคัญที่จะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมาก เรื่องของร่างกายนั้นก็สำคัญ นอกจากอาหารแล้วการออกกำลังกายต้องทำควบคู่กัน อย่างการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ต้องนั่งนานๆ การออกกำลังกายที่จำเป็นอย่าง การกระโดดเชือก การดึงข้อ จะวิดพื้นจะช่วยได้มาก เพราะกล้ามเนื้อก้นแข็งแรง นั่งนานๆ ไม่เมื่อย ไม่เจ็บ การดึงข้อกล้ามเนื้อหลังแข็งแรง ไม่ปวดหลัง การวิดพื้นกล้ามเนื้อมือแข็งแรง สามารถใช้ร่างกายลุยงานหนักได้สบาย

คุยกับคนรอบตัวให้เข้าใจ อย่าสร้างปัญหาให้ปวดหัว
สำหรับงานที่ใช้สมาธิมากๆ และต้องทำอย่างต่อเนื่องใช้เวลาเป็นอาทิตย์ หรือเป็นเดือน การที่คนรอบข้าง รอบตัวสร้างปัญหาให้บ่อยๆ จะทำให้งานไม่เดิน ตรงนี้ก็เป็นประสบการณ์ส่วนตัว การเป็นนักเขียนนั้น งานเขียนแต่ละชิ้น หนังสือแต่ละเล่ม บางเล่มความหนาหลายร้อยหน้ากระดาษ ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายเดือน กว่างานจะเสร็จ

การที่คนในครอบครัว อาจจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน เพื่อนฝูงหรือแฟนไม่เข้าใจ และพยายามมาวุ่นวาย ชวนเที่ยวบ้าง วานให้ช่วยงานนู่นนี่บ้าง โดยเฉพาะการมีแฟนที่ไม่เข้าใจกัน เจอแบบนี้เป็นอุปสรรคต่องานอย่างมาก เพราะบางคนก็คิดว่า รักงาน งานสำคัญกว่าตัวเอง คราวนี้ก็จะเริ่มก่อหวอดประท้วง เรียกร้องความรัก สร้างความปวดหัว เสียสมาธิ ทำให้งานไม่เดิน

ใช้เครื่องมือไฮเทคให้เป็น ศึกษาให้รู้จริง
เครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ มือถือ แท็บเล็ตหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ต้องใช้ให้เป็น ศึกษาให้รู้จริง ก็จะช่วยลดเวลาในการทำงานได้อย่างมาก เพราะมีทักษะ มีความชำนาญในการใช้เครื่องมือนั่นเอง เช่น ใช้การแปลงเสียงแทนการพิมพ์ ก็จะลดเวลาในการพิมพ์ข้อความจำนวนมากผ่านมือถือ

กระจายงานหรือหาคนช่วยงาน
การทำงานที่มีความซับซ้อนหรือมีข้อมูล มีอะไรต้องทำจำนวนมากๆ จำเป็นต้องหาคนช่วย แต่ก็ต้องหาคนให้เหมาะกับงาน ไม่เช่นนั้นจะยิ่งสร้างปัญหา เช่น ต้องการคนพิมพ์งาน หากไปใช้คนที่ทำงานเร็ว พิมพ์เร็วแต่สะเพร่า พิมพ์ผิดมากๆ ก็เสียเวลาตรวจสอบและแก้ไข กลายเป็นยิ่งสร้างปัญหามากกว่าเดิม

ทั้งหมดก็เป็นประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ ก็เขียนเท่าที่จะนึกออก อ่านจบแล้ว ก็ลองนำไปปรับใช้กับการทำงานของคุณ ซึ่งจะช่วยให้การทำงานสำเร็จลุล่วงเร็วกว่าเดิมอย่างแน่นอน เพราะผู้คนส่วนใหญ่ มักจะมีข้อผิดพลาดไม่ข้อใดก็ข้อหนึ่งหรืออาจจะหลายข้อรวมกัน และส่งผลให้ทำงานเสร็จล่าช้า

นอนแบบผมเปียกอันตราย ส่งผลเสียต่อร่างกายหลายอย่าง

      หลายๆคนนั้นมักจะรู้สึกเหนื่อยล้าเมื่อกลับถึงบ้าน จึงทำให้รู้สึกอยากอาบน้ำสระผม แต่กว่าจะลากตัวเองเข้าห้องน้ำก็ใช้เวลาพอสมควรแล้ว ยิ่งอาบน้ำสระผมอีกก็ใช้เวลาอีก แล้วถ้ายิ่งเป็นสาวผมยาวล่ะก็คงจะขี้เกลียดรอผมแห้งสุดๆ บางทีเมื่อคุณรู้สึกผมชื้นแล้วไม่ได้เปียกมากเลยเลยคิดว่าคงจะนอนได้แล้ว แต่เมื่อคุณนอนไปทั้ง ๆ ที่ผมยังเปียกอยู่ ก็จะทำให้หมอนได้รับความชื้นจากเส้นผม นั่นล่ะ หมอนจะเป็นแหล่งเพาะแบคทีเรียชั้นดีเลย แล้วแบคทีเรียพวกนั้นมันร้ายนะคะ เพราะมันจะส่งผลเสียต่อร่างกายหลายอย่าง มาดูเลยว่ามีอะไรบ้าง

1. เป็นไข้

จริง ๆ แล้วการนอนทั้ง ๆ ที่ผมยังไม่แห้งจะไม่ทำให้เกิดไข้หวัด ถ้าอุณหภูมิไม่เหมาะสม แต่เกิดจากแบคทีเรียที่เข้าไปตั้งรกรากอยู่ในหมอนที่เราเอาหน้าซุกอยู่ทุกคืนนั่นเอง ทั้งหู ตา จมูกปาก พูดง่าย ๆ คือมีช่องทางให้แบคทีเรียเลือกเข้าไปในร่างกายได้อย่างง่ายดายเลยล่ะ

2. ติดเชื้อแบคทีเรีย

ผิวหนังที่โดนความชื้นอาจจะเกิดการติดเชื้อได้ ที่เห็นได้ทั่วไปก็จะเป็นรังแคที่คอยรังควาน หรือถ้าแอดวานซ์ขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นเชื้อราบนหนังศีรษะที่ทั้งคันทั้งไม่น่ามอง

3. สุขภาพและรูปลักษณ์

ผมและผิวหนังของคุณก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของพฤติกรรมที่เกิดจากความขี้เกียจนี้เช่นกัน ถ้าคุณมีสุขภาพผมที่ไม่ดี การนอนทั้ง ๆ ที่ผมยังเปียก ก็จะทำให้ผมคุณลีบแบน หรือกระดกเป็นหางเป็ด นอกจากผมแล้ว ผิวหนังของคุณก็เช่นกัน เพราะแบคทีเรียจะทำให้ผิวของคุณแย่ลง ถ้าเบา ๆ ก็เริ่มจากผิวแห้ง แต่ถ้าเป็นหนักหน่อยก็อาจจะคัน ๆ หน่อย หรืออาจถึงขั้นติดเชื้อกันเลยทีเดียว

นอกจากนี้การที่เรานอนแบบผมเปียกนั้น จะเกิดความแตกต่างของอุณหภูมิในร่างกาย และเส้นผมที่ยังเปียกอยู่ทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่าง อาการปวดหัว และตะคริวนั่นเอง

ทำไมคนเราถึงนอนทั้งผมเปียก ๆ แบบนั้นล่ะ

คุณอาจจะคิดว่าคุณก็ไม่ได้นอนแบบผมเปียก ๆ ทุกวันซะหน่อย แต่รู้หรือไม่ว่าเพียงสัปดาห์ละครั้งถึงสองครั้งก็ไม่ดีแล้ว จริง ๆ แล้ว สาเหตุที่ทำให้หลายคนทำแบบนั้นก็เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ 

1. มันต้องใช้ความพยายามมากเหลือเกินที่จะทำให้ผมแห้ง

หลังจากที่เหนื่อยมาทั้งวัน สิ่งที่คุณต้องการก็เพียงแค่ได้อาบน้ำสระผม ชำระร่างให้หายเหนียว แต่ถ้าจะต้องมานั่งเป่าผม หรือนั่งเปื่อยรอให้ผมแห้งมันก็ยากเหลือเกิน สิ่งเดียวที่คิดได้ คือ จะนอน! หลายคนเลยเลือกที่จะปล่อยให้มันไว้แบบเปียก ๆ หวังว่ามันจะใช้เวลาทั้งคืนแล้วจะแห้งเอง แต่บางคนอาจจะสังเกตได้ว่าถ้าวันไหนที่เรานอนแบบผมเปียก ตื่นเช้ามา ผมก็ยังไม่แห้งดีเลย คิดดูสิคะว่ามันจะชื้นขนาดไหน..

2. ทั้งง่วงทั้งเหนื่อย

หลายคนเลือกที่จะปล่อยผมให้แห้งเอง โดยไม่ใช้ไดร์เป่า ถ้าคนไหนผมน้อยผมบางก็อาจจะแห้งไวหน่อย แต่ถ้าใครผมหนากว่าจะแห้งก็คงหลายชั่วโมง  “ง่วงจะตาย นอนเลยละกัน ไม่เป็นไรหรอก” หลายคนจึงเลือกที่จะนอนไปแบบนั้น แบบที่ผมยังเปียก แบบที่มันไม่ดีนั่นล่ะค่ะ

3. ไม่อยากใช้ไดร์เป่าผม

หลายคนไม่ชอบใช้ไดร์เป่าผม เลยเลือกที่จะนอนทั้ง ๆ ที่ผมยังเปียก โดยเฉพาะคนที่บำรุงฟื้นฟูผมแห้งเสียอยู่ ยิ่งเลี่ยงที่จะใช้ไดร์เป่าผม เพราะจะยิ่งทำให้ผมแห้งเสียมากขึ้น จึงเป็นการส่งผลเสียต่อร่างกายของเรามากๆ 

แล้วควรจะทำอย่างไรดีล่ะ

1. สระผมตอนเช้า

แน่นอนว่าวิธีนี้จะทำให้คุณไม่ต้องกังวลว่าผมจะไม่แห้ง เพราะถึงคุณจะไม่มีเวลาไดร์ให้แห้งในตอนเช้า แต่ถึงยังไงระหว่างวันออกไปเจอลม เจอแดด ผมก็จะแห้งไปเอง จริง ๆ แล้วการสระผมในตอนเช้ายังมีข้อดีหลายอย่าง นอกจากจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น ร่างกายตื่นตัวแล้วยังเป็นการขับพิษในร่างกายอีกด้วย

2. วางผ้าแห้งไว้บนหมอน

ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ยังไงก็ต้องสระผมตอนกลางคืน แต่จะให้รอแห้งก็ไม่ไหว ก็นอนมันทั้งอย่างนั้นไปเลยค่ะ แต่อย่าลืมหาผ้าขนหนูผืนเล็กแห้ง ๆ มาวางรองบนหมอนก่อนจะล้มตัวลงนอนด้วยล่ะ

11 สิ่งที่ควรทำตอนอายุ 20 หากอยากมีชีวิตที่ดี

     คนส่วนใหญ่นั้นมักจะมุ่งเวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงาน เพราะการที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในแต่ละวันส่งผลให้เราต้องทำงานหนัก โดยอาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตตามที่ใจตัวเองต้องการนัก แต่หากเราอยากทำอะไร ก็ควรทำตั้งแต่อายุยังน้อย ในตอนที่เรายังไม่ได้มีภาระอะไรมากมายนัก หากคุณอยากมีอนาคตที่ดี วันนี้เรามีบทความ 11 สิ่งที่ควรทำตอนอายุ 20 หากอยากมีชีวิตที่ดี มาฝากกัน

1. อ่านหนังสือต่าง ๆ ให้เยอะ
ไม่มีสิ่งใดมีประโยชน์ไปกว่าการใช้เวลาเพื่ออ่านหนังสือ ซึ่งคุณจะอ่านหนังสืออะไรก็ได้ ที่ใกล้มือที่สุด ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารประจำวัน เรื่องแต่ง หนังสือแนะนำอาชีพ คู่มือต่าง ๆ ยิ่งคุณรู้เยอะ ก็ยิ่งเข้าใกล้ ความสำเร็จง่ายขึ้นเท่านั้น

2. สร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น
ยิ่งคุณใช้โอกาสจากวัยนี้สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับคนรอบตัวมากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งได้รับโอกาสในชีวิตมากขึ้นเท่านั้น ความสัมพันธ์ก็เปรียบเสมือนสะพาน วันนึงเราอาจจะต้องการมันเพื่อช่วยข้ามอุปสรรค หรือนำทางไปสู่ความสำเร็จก็เป็นได้

3. ดูแลตัวเองให้เป็น
การดูแลสุขภาพเพียงเรื่องทั่ว ๆ ไป อย่างสม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไปคุณจะรู้สึกดีที่ใส่ใจมันอย่างดีตั้งแต่อายุยังน้อย คิดเสียว่า ร่างกายคือบ้าน ใคร ๆ ก็อยากอยู่บ้านที่แข็งแรงมั่นคง แม้จะเก่าตามเวลาก็ตาม

4. ใส่ใจกับสุขภาพจิตบ้าง
ร่างกายว่าสำคัญแล้ว “สุขภาพจิต” ก็สำคัญเหมือนกัน การบริหารจิตก็เหมือนการบริหารกล้ามเนื้อ ยิ่งบริหารยิ่งได้ แต่ปล่อยเอาไว้ไม่เป็นผลดีต่ออนาคตแน่ ๆ ลองอ่านหนังสือดี ๆ ออกไปท่องเที่ยวสถานที่ ๆ ไม่เคยไป หรือทำความรู้จักกับคนใหม่ ๆ ก็เป็นการเพิ่มความสดชื่นให้จิตใจได้เหมือนกัน

5. เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ แล้วเอาให้เชี่ยวชาญชาญ
ถ้าแค่ทำทุกอย่างตาม Passion อย่างเดียว ก็คงจะดี แต่มันจะดีแบบทั่ว ๆ ไป เมื่อคุณอายุ 20 การจะเรียนรู้อะไรทั้งที ต้องเอาให้สุด ให้เชี่ยวชาญไปเลย แล้วพยายามรักษามาตรฐานไว้ เพราะวันนึงจะเป็นประโยชน์กับอาชีพในฝันของคุณ

6. อย่าเสียเวลากับคนคิดลบ
พยายามใช้เวลาอยู่กับคนที่เพิ่มพลังบวกให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เพื่อนสนิทและคนใกล้ตัว ควรอยู่กับคนที่เขาคิดบวก พูดบวก เพราะจำทให้คุณมีความสุข ไม่ควรทุ่มเทให้กับคนที่อยู่ด้วยแล้วเราไม่มีความสุข ถ้ารักกันต้องสนับสนุนกัน เพื่อผลักดันไปถึงเป้าหมายในอนาคต

7. กินอาหารดี มีประโยชน์
จากที่เคยกินอะไรตามใจปาก ลองหันมาดูแลเอาใจใส่อาหารการกิร โดยใช้เวลาในการเลือกกินสักนิด เรียนรู้หลักโภชนาการผ่านอินเทอร์เน็ตง่าย ๆ โดยตัวคุณในอนาคตจะต้องขอบคุณตัวเองในปัจจุบัน ที่รักษาสุขภาพดีพอ แถมอายุจะยืนขึ้นอีกต่างหาก

8. จัดการเงินให้เป็นระบบ
มาลองนั่งไตร่ตรองดูว่าทุกวันนี้เราใช้เงินไปยังไง และอะไรที่เป็นรายจ่ายต่อ ๆ ไปในชีวิตบ้าง ถ้าคุณเริ่มใส่ใจการเงินตั้งตั้งแต่วันนี้ เงินจะกลับมาดูแลคุณเมื่อยามที่คุณต้องการมันที่สุดแน่นอน เมื่อคุณแก่หรือป่วย ส่งลูกเรียน หรือช่วยค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ เงินจะกลับมาช่วยคุณ อย่าใจร้อนยืมเงินอนาคตหรือบัตรเครดิตมาใช้อย่างไม่มีสติ เพราะ การจะมีชีวิตที่ดีได้นั้น ต้องมีการวางแผนอนาคตไว้เสมอ

9. ท่องเที่ยวหาประสบการณ์บ้าง
ในวัยเลขสอง ยังมีแรงมากพอที่จะไปไหน ทำอะไรก็ได้ ตามใจตัวเองด้วยการไปเที่ยวสักนิด เพื่อให้ได้การเจอสิ่งใหม่ ๆ วัฒนธรรม ประเทศ และความท้าทายใหม่ ๆ เก็บไว้เป็นความทรงจำดี ๆ ที่น่าบันทึกไว้ในชีวิตหนึ่ง

10. ให้ความสำคัญกับคนที่คุณรัก
พยายามจดจำวันสำคัญของต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องแฟนอย่างเดียว ไม่ว่าครอบครัวหรือคนสนิทก็ควรจำด้วย คุณจะได้ความรักเป็นแรงใจอย่างมหาศาล แต่ใช้เวลาเพียงแค่น้อยนิดนิด ลองซื้อของขวัญตอบแทนหรืออวยพรวันเกิดให้เขาเหล่านั้น ดีกว่าต้องมานั่งเสียใจ หากคนที่รักคุณจากไปโดยที่คุณไม่เคยทำอะไรให้เลย

11. หาความต้องการของชีวิตให้เจอ
ในวัยนี้ จะทำอะไรเท่าไหร่ก็ได้ แต่อย่าลืมนึกว่า ที่จริงแล้วคุณต้องการอะไรในชีวิต ใช้เวลาสักนิดในการไตร่ตรองสิ่งต่าง ๆ ความเป็นไปของโลก ทำความรู้จักกับตัวเองให้มากขึ้น ตั้งคำถามกับความต้องการของตัวเอง ใช้เวลาค่อย ๆ หาคำตอบ และวางแผนให้ดี เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ต้องการให้สำเร็จ หากคุณอยากมีชีวิตที่ดี