ทำไมควรตัดเล็บให้สั้น และสะอาดอยู่เสมอ

เคยสงสัยบ้างไหมว่า ทำไมเราถึงจะต้อง ตัดเล็บให้สั้นด้วย การมีเล็บยาวก็สวยดีอยู่แล้ว ยิ่งทาสี วาดลวดลาย ก็ยิ่งเสริมเสน่ห์ให้ตัวบุคคลมากขึ้นไปอีก แต่การตัดเล็บยังจำเป็นอยู่เสมอเพราะเหตุผลที่เกี่ยวโยงกับสุขภาพ เราจะพาคุณผู้อ่านไปดูกันว่าทำไมควรตัดเล็บให้สั้น และสะอาดอยู่เสมอ เพราะอะไร

เล็บ อวัยวะที่แลดูจะไร้ความสำคัญในระบบของร่างกายจนเราเองก็แทบจะนึกไม่ออกว่าเรามีเล็บไว้ทำไม แต่เล็บมีประโยชน์ช่วยในการปกป้องส่วนผิวบนของนิ้วมื้อและนิ้วเท้า เสริมภาพลักษณ์ให้ดูดี ช่วยในการแคะ แกะ หรือเกา และจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้ มีธุรกิจความสวยความงามที่เกี่ยวกับเล็บออกมาอย่างมากมาย ทั้งน้ำยาทาเล็บ หรือธุรกิจร้านทำเล็บที่เรียกได้ว่ากำลังเฟื่องฟูในบ้านเราแบบสุด ๆ แต่การมีเล็บลวดลายสวยงาม สีสันจัดจ้าน ยาวเรียวสะดุดตา อาจไม่เป็นผลดีเสมอไปก็ได้นะ เพราะเราควรที่จะต้องดูแลรักษาความสะอาดของเล็บ และตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ ด้วยเหตุผลที่ว่า

1. เล็บเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย
การปล่อยให้เล็บยาวจะทำให้เกิดแบคทีเรียสะสมและเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย เนื่องจากแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่สกปรก เล็บ ที่ไม่มีการทำความสะอาดและไม่ถูกตัดให้สั้นอยู่เสมอ มีโอกาสที่จะทำให้เชื้อแบคทีเรียเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะเล็บเท้า เพราะเราต้องใส่รองเท้ากันตลอดทั้งวัน ทั้งรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าคัทชู เล็บเท้าแทบจะไม่มีพื้นที่ให้สามารถถ่ายเทอากาศได้เลย เมื่อเล็บเท้าต้องอยู่ในสถานที่อับอย่างรองเท้า ก็จะทำให้มีเหงื่อออกมามากขึ้น เป็นการสะสมความสกปรกทำให้มีแบคทีเรียเพิ่มมากขึ้นไปอีก

2. เสี่ยงต่อการติดเชื้อรา
เล็บ นอกจากจะเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียแล้ว ก็ยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราด้วย โดยเฉพาะกลุ่มนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เนื่องจากมีการใช้แรงจนทำให้เหงื่อออกอยู่บ่อย ๆ หากทำความสะอาดไม่เพียงพอ ก็เสี่ยงที่จะทำให้เล็บติดเชื้อทั้งแบคทีเรียและเชื้อรา

3. อาจเป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษ
ก่อนการรับประทานอาหาร เรามักจะได้ยินคำเชิญชวนให้ล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง เพราะถ้าหากนิ้วมือสกปรก นั่นหมายถึงเล็บมือที่สกปรกด้วย และ เล็บ ที่สกปรก ก็เป็นแหล่งสะสมของทั้งแบคทีเรียและเชื้อรา ซึ่งเมื่อหยิบอาหารเข้าปาก สิ่งสกปรกเหล่านั้นก็จะเข้าสู่ร่างกายทำให้เกิดอาการท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษ

4. เกิดอาการบาดเจ็บ
อาการบาดเจ็บ ได้แผลจนเลือดออก ไม่จำเป็นต้องมาจากการกระทำโดยผู้อื่นเสมอไป ตัวเราเองก็สามารถจะทำให้ตัวเองบาดเจ็บจนเลือดตกยางออกได้เหมือนกัน ใครก็ตามที่ไว้ เล็บ จนยาว อาจเกิดอุบัติเหตุโดยไม่ตั้งใจ เช่น เล็บข่วนที่แขนหรือขา เล็บทิ่มเข้าที่ดวงตา เล็บจิกเข้าที่หนังศีรษะ ซึ่งแน่นอนว่าสถานการณ์เช่นนี้ก็สามารถที่จะเกิดกับคนใกล้ตัวได้ด้วย เช่น เผลอทำเล็บข่วนเข้าที่แขนของเพื่อนโดยไม่ตั้งใจ

5. อาจเป็นเล็บขบ
การไม่ตัดเล็บบ่อยๆ มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการเล็บขบได้ ซึ่งเล็บขบมักจะเกิดขึ้นที่เล็บเท้า โดยบริเวณขอบเล็บมีการทิ่มหรือแทงเข้าไปในผิวหนัง ทำให้มีอาการแดง บวม และรู้สึกเจ็บ

วิธีรับมือช่วงหน้าฝน ไม่ให้คอนโดเจอปัญหาเรื่องน้ำ

เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ทุกคนต้องเตรียมพบกับปัญหาเรื่องน้ำที่อาจจะทำให้คอนโดเสื่อมสภาพ ยิ่งบ้านเราเป็นเขตอากาศร้อนชื้น หน้าฝนจึงเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานหลายเดือน ดังนั้น หากเรารู้วิธีป้องกันล่วงหน้า ก็จะทำให้เราป้องกันปัญหาเฉพาะหน้าได้นั่นเอง วันนี้เราจึงมี วิธีรับมือช่วงหน้าฝน ไม่ให้คอนโดเจอปัญหาเรื่องน้ำ มาฝากกัน

1. น้ำรั่ว น้ำซึม
หากพบว่าภายในคอนโดมีรอยร้าว หรือสังเกตเห็นครอบของรอยน้ำบนผนัง ให้รีบให้ช่างมาทำการซ่อมแซมอุดรอยร้าวนั้นให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นน้ำจะกัดเซาะโครงสร้างของบ้านทำให้ยากที่จะแก้ไข หรือหากในคอนโดมีเฟอร์นิเจอร์แบบ Build-in และต้องการเช็กสภาพความแข็งแรงคงทนของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้อง แนะนำให้หาช่างที่เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจเช็ก หรือถ้าต้องการติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ Build-in ในบ้านเพิ่ม เพื่อให้ง่ายต่อการจัดวางและเพิ่มพื้นที่ภายในห้องให้มากขึ้น

2. ทำกันสาด
หากเกิดพายุลมฝนแรงๆ อาจทำให้ฝนสาดเข้ามาในห้องได้ ข้อแนะนำคือทำกันสาดบริเวณหน้าต่างหรือระเบียงห้องเพื่อป้องกันน้ำฝนที่เป็นสาเหตุของปัญหารอยคราบน้ำ เชื้อรา ตะไคร่น้ำ รวมทั้งป้องกันวัสดุบ้านไม่ให้ผุพังเร็วจนเกินไปด้วย

3. ตรวจท่อระบายน้ำของบ้าน
ควรตรวจสอบบริเวณโดยรอบของท่อระบายน้ำ พยายามทำความสะอาด อย่าให้มีเศษขยะหรือของอะไรมาอุดตัน เพราะอาจทำให้ท่อไม่สามารถระบายน้ำได้ สิ่งที่ตามมาคือน้ำขัง เกิดคราบสกปรก และหากทิ้งไว้นาน ๆ อาจทำให้ท่อระบายน้ำเสื่อมโทรมไวขึ้น

4. คว่ำภาชนะทุกอย่าง
ควรคว่ำภาชนะทุกอย่างไม่ให้มีน้ำขัง เช่น กะละมัง ขัน ถังน้ำ ถ้วยชามต่าง ๆ เนื่องจากเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายนั่นเอง

5. เก็บเฟอร์นิเจอร์ให้พ้นฝน
เฟอร์นิเจอร์ที่เรามักจะวางไว้ข้างนอกบ้าน เช่น ชั้นวางของ เก้าอี้ โต๊ะต่าง ๆ เป็นต้น ควรนำเก็บเข้าที่ร่มให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันเชื้อราและเฟอร์นิเจอร์เสียหาย โดยเฉพาะพวกเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่อาจจะผุพังเร็วขึ้น หรือถ้าขนย้ายลำบาก อาจจะหาผ้าใบหนา ๆ คลุมไว้ป้องกันน้ำฝนแทน และถ้าหากเข้าสู่หน้าหนาวแล้ว ต้องตรวจเช็คเฟอร์นิเจอร์ของเราว่าสภาพยังสมบูรณ์อยู่หรือไม่ ถ้าสภาพไม่ดีแล้วอาจจะต้องเปลี่ยนทันทีครับ มิเช่นนั้นอาจจะเป็นแหล่งอาหารของปลวกได้

6. เช็คสภาพปลั๊กไฟ
ควรเช็คสภาพการใช้งานของปลั๊กไฟทุกตำแหน่งว่ามีตรงไหนเสียบ้าง หากพบว่ามีการชำรุดควรรีบให้ช่างมาเปลี่ยนใหม่ให้มีสภาพพร้อมใช้งาน เพื่อความปลอดภัยคนในบ้านเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจร ไฟช็อต ไฟรั่ว หรืออาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ภายหลังได้

7. กำจัดปลวก
เมื่อคอนโดเจอความเปียกชื้นในช่วงฤดูฝน สิ่งที่ตามมาก็คือปลวก เนื่องจากปลวกมักจะอพยพตัวเองให้หนีพ้นน้ำ และถึงแม้ว่าห้องของเราจะอยู่สูง แต่ก็จำเป็นต้องฉีดปลวกอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อป้องกันข้าวของเสียหายจนยากจะซ่อมแซมนั่นเอง

สำหรับ วิธีรับมือช่วงหน้าฝน ไม่ให้คอนโดเจอปัญหาเรื่องน้ำ ที่เรานำมานั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้พักอาศัยทุกคน เพราะ หลังจากฝนหยุดจะมีคราบดิน คราบตะไคร้น้ำ หรือสิ่งสกปรกอื่นๆ เกาะตัวอยู่ ดังนั้น ต้องทำความสะอาดพื้นหรือระเบียงเพื่อป้องกันการเกิดคราบต่างๆ ที่เป็นบ่อเกิดเชื้อโรคทันที

เบบี้ออยล์มีประโยชน์อะไรบ้าง

ในปัจจุบันนี้ มีครีม โลชั่น หรือเซรั่ม สำหรับบำรุงผิวหน้า ผิวกาย รวมไปถึงเส้นผม วางขายในท้องตลาดอยู่เป็นจำนวนมาก ชนิดที่ว่าสามารถซื้อมาใช้ไม่ซ้ำยี่ห้อกันได้ เป็นเดือนๆ เลยทีเดียวแต่ในบรรดาผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านั้น กลับมีทั้งที่ใช้ได้ผลดี หรือที่ใช้แล้วไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยก็เป็นได้ ในกรณีที่แย่หน่อยก็คือ บางคนใช้แล้วมีอาการแพ้ไปเลย 

แต่มีผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง ที่แทบจะไม่เคยได้ยินว่า มีใครที่ใช้แล้วเกิดอาการแพ้เลย นั่นก็คือ เบบี้ออยล์ นั่นเอง ซึ่งก็คงมาจากสาเหตุที่ว่า เป็นสินค้าที่ทำออกมาเพื่อใช้กับเด็กเล็กๆ ที่สภาพผิวมีความบอบบางกว่าผู้ใหญ่อยู่แล้วนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเบเบี้ออยล์จะเป็นสินค้าที่ทำมาเพื่อเด็กๆ โดยเฉพาะแต่ผู้ใหญ่ก็สามารถนำมาใช้ เพื่อประโยชน์ด้านความงามได้มากมายเช่นกัน โดยเฉพาะกับประโยชน์ในเรื่องของการบำรุงผิวพรรณ รวมไปถึงเส้นการบำรุงผมด้วย

ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น
โดยเฉพาะหากนำมชโลม หรือทาร่างกายทันที ภายหลังจากการอาบน้ำ จะช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่ม และชุ่มชื้นมากขึ้นเลยเชียว

สำหรับใครที่มีปัญหาผิวไหม้
จากการโดนแดดเผา เช่น หลังจากกลับจากทะเล การใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ อาจจะยิ่งทำให้ผิวมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นจะต้องหยุดใช้ไปก่อน แต่สามารถใช้เบบี้ออยล์ มาบำรุงรักษาอาการไหม้ของผิวได้เป็นอย่างดี

ช่วยปกป้องผิวในช่วงหน้าหนาว
ที่อากาศแห้งเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันผิวแตก หรือผิวลอกเป็นสะเก็ด รวมทั้งสามารถทาส้นเท้า เพื่อแก้ปัญหาส้นเท้าแตกได้ด้วย และหลังจากทาส้นเท้าแล้ว อย่าลืมสวมถุงเท้าเพื่อปกป้องอีกชั้นหนึ่งด้วย

ช่วยป้องกันรอยแตกลาย
สำหรับว่าที่คุณแม่ ที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ การทาเบบี้ออยล์ที่ผิวบริเวณท้องเป็นประจำ จะช่วยป้องกันรอยแตกลายหลังการคลอดได้ดีเลยเชียว

ใช้สำหรับเช็ดทำความสะอาด
ไม่ว่าจะเป็นการเช็ดเครื่องสำอางออกจากผิวหน้า หรือเช็ดผิวที่เลอะหรือเปื้อนสีที่ติดทนนาน ล้างออกยาก อาบน้ำก็ยังไม่ออก เพียงแค่ใช้สำลีชุบเบบี้ออยล์ แล้วเช็ดบริเวณผิวที่เปื้อนสี สีก็หลุดออกได้อย่างง่ายดาย และไม่เป็นอันตรายกับผิวด้วย

ใช้สครับผิว
สามารถนำเบบี้ออยล์มาเป็นส่วนประกอบ ร่วมกับเกลือสปาขัดผิว หรือสมุนไพรต่างๆ อย่างเช่น มะขามเปียก หรือขมิ้น เพื่อนำมาขัดผิว เพราะจะช่วยทำให้ผิวมีความนุ่มเนียน ไม่แห้งกร้าน และยังบำรุงผิวได้ดีอีกด้วย

ใช้ผสมลงในอ่างอาบน้ำ
จะช่วยทำให้น้ำมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นการช่วยผ่อนคลายอารมณ์ นอกเหนือไปจากการบำรุงผิวได้อีกต่างหาก

สามารถนำเบบี้ออยล์มาทาลงบนผิว
หลังการโกนหนวดหรือเส้นขน ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยลดการระคายเคือง และช่วยคงความชุ่มชื้นเรียบเนียนของผิวเอาไว้ด้วย

ใช้เป็นสูตรสครับปาก
เพื่อแก้ปัญหาปากแห้งแตก และช่วยให้ริมฝีปากนุ่มเนียน อมชมพูได้ โดยการนำเบบี้ออยล์ผสมกับน้ำตาลทรายและน้ำมะนาวเล็กน้อย คนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาสครับปากเบาๆ 3-4 นาที แล้วเช็ดออก

ก็นับได้ว่า เบบี้ออยล์ เป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่ง ที่ไม่ควรพลาด น่าจะมีติดบ้าน หรือพกติดตัวเอาไว้ เพราะนอกจากจะใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างแล้ว ยังมีราคาถูก ใช้ได้นาน แถมยังไม่ต้องกังวลว่า จะเกิดปัญหาอาการแพ้ใดๆตามมาอีกด้วย

คุณประโยชน์ที่น่าสนใจจากนมผึ้ง

สำหรับ นมผึ้ง นั้นเป็นผลผลิตที่ได้มาจากการหลั่งจากต่อมไฮโปฟาริงจ์ของผึ้งงาน โดยจะมีลักษณะเป็นของเหลวและมีสีขาวคล้ายกับน้ำนม รสชาติจะหวานและมีกลิ่นเปรี้ยวเล็กน้อย นมผึ้งถือเป็นอาหารหลักของผึ้งนางพญาและตัวอ่อนของผึ้ง ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต

วันนี้เราจึงนำ คุณประโยชน์ที่น่าสนใจจากนมผึ้ง จากนมผึ้งมาฝากกัน เพราะในหลายประเทศก็ได้มีการนำเอานมผึ้งมาใช้เป็นยารักษาโรค โดยนำมาเป็นส่วนผสมของครีมบำรุงต่างๆ รวมทั้งเป็นอาหารเสริม นับได้ว่ามีประโยชน์หลายอย่างเลยทีเดียว

1.ช่วยลดระดับไขมันในเลือด
เนื่องจากนมผึ้งมีส่วนประกอบของสารอาหารหลากหลายชนิด และที่น่าสนใจก็คือมีกรดไขมันสายกลางและรวมถึงสารประกอบต่างๆ ที่มีคุณสมบัติช่วยในการลดไขมันในเลือด ดังนั้นการกินนมผึ้งจึงอาจมีส่วนช่วยลดระดับไขมันในเลือด อีกทั้งยังอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการควบคุมอาการวัยทองที่มีความเกี่ยวข้องกับภาวะไขมันในเลือดสูงอีกด้วย

2.บรรเทาอาการอ่อนแรงจากการเป็นโรคมะเร็ง
ในส่วนของอาการอ่อนแรงที่มาจากการเป็นมะเร็ง เกิดจากผลการรักษาที่มีทั้งการฉายรังสีและการทำเคมีบำบัด ซึ่งการรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ล้วนส่งผลต่ออารมณ์ จิตใจ ร่างกาย รวมทั้งคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง การกินนมผึ้งเป็นอาหารเสริมก็มีส่วนช่วยบรรเทาอาการได้อีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการกินยา การบำบัด และการออกกำลังกายที่ผู้ป่วยต้องทำอยู่แต่เดิมแล้วนั่นเอง

3.รักษาแผลในผู้ป่วยเบาหวาน
อย่างที่ทราบกันดีว่าแผลเบาหวานเกิดจากภาวะแทรกซ้อนที่พบในผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมอาการได้ดี และส่วนใหญ่มักจะมีแผลเบาหวานที่นิ้วโป้งเท้าและปลายฝ่าเท้า แต่ทั้งนี้นมผึ้งซึ่งมีสารประกอบฟีนอลิคที่มีหน้าที่เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระ มีโปรตีนที่ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย และมีกรดไขมันเอชดีเอที่ช่วยต้านเชื้อจุลินทรีย์ ย่อมอาจช่วยรักษาแผลเบาหวานได้เช่นกัน

4.บรรเทาอาการปวดท้องก่อนมีประจำเดือน
เมื่อสาวๆ มีอาการปวดท้องก่อนมีประจำเดือน การรักษาอาการปวดด้วยวิธีต่างๆ โดยไม่ใช้ยา ก็ย่อมช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นและส่งผลดีต่อสุขภาพ เช่นเดียวกับการกินนมผึ้งที่ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องก่อนมีประจำเดือน สอดคล้องกับการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ให้นักศึกษาแพทย์จำนวน 110 คน กินนมผึ้งในวันแรกที่มีประจำเดือนขนาด 1,000 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง กินต่อเนื่องจนหมดประจำเดือนในรอบถัดไป ผลออกมาคืออาการปวดก่อนมีประจำเดือนลดลง

5.บรรเทาอาการวัยทอง
อาการวัยทองถือเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงวัยกลางคน ส่งผลกระทบให้เกิดอาการหลายอย่าง โดยเฉพาะช่องคลอดแห้ง มีอาการคันและแสบร้อนในช่องคลอด รวมทั้งมีอาการเจ็บในขณะมีเพศสัมพันธ์ แต่อาการเหล่านี้สามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้สารหล่อลื่น แต่สารหล่อลื่นก็สามารถออกฤทธิ์ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นจึงแนะนำให้กินนมผึ้งหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมผึ้ง เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยต้านจุลชีพและมีความคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน เชื่อว่าจะสามารถบรรเทาอาการวัยทองได้

แม้ว่า คุณประโยชน์ที่น่าสนใจจากนมผึ้ง นั้นจมีมากมาย แต่ก็มีข้อควรระวังในการกินนมผึ้งโดยเฉพาะบุคคลบางประเภทเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ กำลังอยู่ในช่วงให้นมลูก ผู้ป่วยหอบหืด ผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง รวมทั้งผู้ที่อยู่ในช่วงของการกินยารักษาโรค อย่างเช่น ยาวาร์ฟาริน ไม่ควรกินนมผึ้งเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพร่างกายได้นั่นเอง

เทคนิคการเลี้ยงปลาทองให้สวยและเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่

หลายๆ คนนั้นมักนิยมเลี้ยงสัตว์กัน และที่นิยมมาก ก็เช่น ปลาทอง เพราะปลาทองนั้นมีลักษณะที่สวยงาม สีส้มไล่เฉดไปจนเหลืองทอง และชื่อที่เป็นมงคล ทำให้คนหันมาเลี้ยงกันเป็นจำนวนมาก การเลี้ยงปลานั้นบางทีก็ทำให้คนที่เลี้ยงรู้สึกผ่อนคลายเวลาไปนั่งจ้องได้ หลายๆคนจึงนิยมที่จะเลี้ยงกัน

แต่การเลี้ยงสัตว์สักชนิดหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เราจำเป็นต้องรู้ เทคนิคการเลี้ยงปลาทองให้สวยและเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ ด้วย ต้องศึกษาและทำความเข้าใจให้ดีว่าต้องเลี้ยงอย่างไร เพราะสัตว์เลี้ยงของเราเขาก็มีชีวิตเช่นกัน

เทคนิคการเลี้ยงปลาทอง
1. ติดตั้งเครื่องปั๊มลม เพิ่มออกซิเจนในน้ำ
การเลี้ยงปลาทอง หากเราเลี้ยงเพียง 3 – 5 ตัว ในภาชนะที่ใหญ่พอ เช่น ในอ่าง ตู้ปลา โหลแก้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปั๊มลม เพิ่มอากาศ ออกซิเจนในน้ำ แต่ถ้าเลี้ยงจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องใช้เครื่องปั๊มลม เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวของน้ำ ออกซิเจนสามารถลงไปในน้ำได้มากพอสำหรับปลาทอง ซึ่งการเพิ่มอากาศนี้ จะช่วยให้ปลารู้สึกกะปรี้กระเปร่า เจริญเติบโตได้เร็ว

2. ใช้น้ำที่ปราศจากคลอรีน หรือน้ำกรอง
หลายคนยังเข้าใจว่า การใช้น้ำประปามาเลี้ยงปลาปลาสวยงามเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้ว ซึ่งก็ถูก…แต่ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว แต่เราต้องอย่าลืมว่าน้ำประปาที่ไหลมาตามท่อส่งน้ำ และเข้าสู่ก็อกน้ำนั้นมีส่วนผสมของสารคลอรีน เพื่อฆ่าเชื้อโรค เป็นขั้นตอนการผลิตน้ำของการประปา ซึ่งคลอรีน จะทำลายเนื้อเยื่อตัวปลา รวมถึงครีบและหาง ทำให้ปลาว่ายน้ำไม่ได้ ตายในที่สุด วิธีที่ดีที่สุดคือ การใช้น้ำจากเครื่องกรองน้ำ หรือน้ำประปาที่ผ่านการกักไว้ประมาณ 3 วันขึ้นไป สารคลอรีนจะระเหย ก็สามารถนำมาเลี้ยงปลาได้

3. ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำ เมื่อน้ำขุ่นสกปรก
เมื่อสังเกตว่าน้ำที่ใช้เลี้ยงมีความสกปรก มูลสิ่งปฏิกูลเริ่มลอยบนผิวน้ำ หรือน้ำเริ่มขุ่นมองตัวปลาไม่ชัดเจน และมีกลิ่นคาวแรงกว่าปกติ ก็ควรรีบทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาด รวมถึงขัดตะไคร่น้ำตามผนังตู้ให้หมดจด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค ซึ่งจะส่งผลให้ปลาทองป่วย มีเห็บปลามาเกาะตามตัวได้

4. ใส่ยาปรับสภาพน้ำ หรือเกลือแกงหลังเปลี่ยนน้ำใหม่
หลังจากเปลี่ยนถ่ายน้ำปลาทุกครั้ง ให้ใส่ยาปรับสภาพน้ำที่มีขายตามร้านขายปลาสวยงามทั่วไป จะเป็นยาน้ำสีฟ้าเข้มใช้หยดลงในตู้ปลา เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดด่างให้เหมาะกับสภาพที่ปลาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และเป็นไปได้ให้ใส่เกลือแกงลงไปด้วย เป็นการฆ่าเชื้อโรค ป้องกันการเกิดโรคต่อปลา 

5. ต้องให้อาหารเป็นเวลา อย่าให้อาหารในปริมาณมาก
สำหรับปลาทองนั้น เป็นปลาที่หลายคนบอกว่ามีความจำสั้น คือมักจะกินอาหารได้ตลอดเวลาจนตายเลยทีเดียว ดังนั้นเราควรให้อาหารกับมันเป็นเวลา อาจจะเช้า-เย็น ในแต่ละครั้งต้องให้ปลากินหมดไม่เหลือ แล้วจึงค่อยให้ใหม่ เพราะหากให้อาหารเยอะเกินไป อาจทำให้ปลาท้องอึด ว่ายน้ำหัวทิ่มเสียการทรงตัวได้ และยังทำให้น้ำเสียเร็วอีกด้วย ซึ่งอาหารปลาทอง ก็มีหลายชนิด เช่น ลูกน้ำ หนอนแดง ไส้เดือนน้ำ อาหารเม็ด

6. ไม่จับปลาขึ้นมาดูด้วยมือเปล่า
การจับปลาด้วยมือเปล่าขึ้นมาดูใกล้ๆ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ปลาบอบช้ำได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องตักขึ้นมา ก็ควรใช้กระชอนหรือตาข่ายสวิง จะปลอดภัยต่อปลามากที่สุด และไม่ทำให้ปลามีบาดแผลตามตัว จนติดเชื้อโรคอีกด้วย

7. แยกปลาที่มีอาการป่วยออกมารักษาจากปลาตัวอื่นๆ
ไม่ว่าใครต่างก็เจอกับปัญหาปลาเป็นโรค ป่วยกันทั้งนั้น เพราะปลาทองมักจะไวต่อสภาพอากาศ อย่างฝนตกอากาศเปลี่ยน ก็อาจจะเป็นโรคพุ่มพวงได้ คือ มีอาการเบื่ออาหาร มีขี้ขาวตามตัว ครีบและหาง หากเราพบว่ามีปลาป่วย ให้แยกปลาตัวนั้นออกมาจากปลาตัวอื่น เพื่อรักษาให้หาย ไม่อย่างงั้นปลาทุกตัวในตู้อาจจะป่วยหมดทุกตัวก้เป็นได้

8. ไม่ควรเลี้ยงปลาจำนวนมาก จนแน่นตู้เลี้ยง
การเลี้ยงปลาจำนวนมากในที่เดียวกัน เสี่ยงอย่างมากต่อการที่ปลาจะทำร้ายกันเอง ตัวที่แข็งแรงก็จะอยู่รอด ตัวอ่อนแอก็จะตายไป เพราะระบบนิเวศน์ไม่สมดุล ปลาจะแย่งอาหาร ออกซิเจน ซึ่งถ้าไม่เพียงพอจะเกิดอาการเครียด และตายไปเรื่อยๆ จนมีจำนวนปลาที่เหมาะสม ถึงจะหยุดการตาย

9. ควรเลี้ยงปลาทองอย่างเดียว ไม่รวมกับปลาชนิดอื่น
จริงๆ แล้วปลาทอง เป็นปลานิสัยรักสงบ ไม่ดุร้าย สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้ เช่น ปลาสอด ปลาหางนกยูง ปลากระดี่ ปลาเทวดา ฯลฯ แต่ก็มีปลาบางชนิดที่เลี้ยงรวมด้วยไม่ได้ คือ ปลาแพะ ปลาหมูอินโด ปลาซักเกอร์ เพราะปลาเหล่านี้จะชอบกินเศษอาหารตามพื้นตู้ ผนังตู้ มีโอกาสที่จะดูดปลาทองจนได้รับบาดเจ็บได้ ฉะนั้นแนะนำว่าให้เลี้ยงปลาทองประเภทเดียวจะดีกว่า

10. อยากให้ปลาตัวใหญ่ รูปทรงสวย ให้เลี้ยงในบ่อดิน
เราจะสังเกตว่าปลาทองตามฟาร์มเพาะเลี้ยงจะมีขนาดใหญ่กว่าปลาที่เลี้ยงในตู้ ก็เพราะฟาร์มจะเลี้ยงในปริมาณที่มาก จึงปล่อยเลี้ยงในบ่อซึ่งมีขนาดใหญ่ ปลาสามารถว่ายได้อย่างสบาย ทำให้ไม่เครียด แถมยังหาอาหารตามธรรมชาติกินเองได้ด้วย เช่น สาหร่าย หนอนแดง ที่มีโปรตีนมีส่วนช่วยให้ปลาเจริญเติบโตรวดเร็ว นอกจากนี้ปริมาณน้ำที่ลึกพอดีช่วยให้ปลามีรูปทรงสวยตรงตามสายพันธุ์ หากใครอยากให้ปลาตัวใหญ่ ก็แนะนำให้เลี้ยงในบ่อปูน หรือบ่อดิน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของปลาด้วยว่าใหญ่ได้เต็มที่ขนาดไหน

เราหวังว่า เทคนิคการเลี้ยงปลาทองให้สวยและเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ ที่เรานำมานั้น จะทำให้ทุกคนนั้นได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงปลาทองมากขึ้น เมื่อรู้แล้วก็ลองนำไปปรับใช้กัน ปลาทอง ของคุณจะได้ตัวใหญ่ สีสวย สมบูรณ์อยู่กับคุณไปนานๆ เคยได้ยินมาว่าปลาทองสามารถมีอายุยืนถึง 50 ปีเลยทีเดียว

ผักชีมีกี่ชนิด

หลายๆคนคงคุ้นเคยกับผักชี กันดีอยู่แล้ว แต่จะรู้ไหมว่าผักชีมีกี่ชนิด เพราะผักชีนั้นมีหลายชนิดมากเลยนะ  มีเยอะเสียจนแยกไม่ออก เวลาไปจ่ายตลาดก็เลือกซื้อไม่ถูกว่าผักชีแบบไหนจับคู่กับเมนูอาหารอะไร หรือผักชีแบบไหนเขานิยมนำมาตกแต่งอย่างเดียว ไม่เหมาะกับการทำอาหาร คงจะดีไม่น้อยถ้าหากรู้จักหน้าตาและแยกชนิดของผักชีออกใช่ไหมล่ะ

1. ผักชี
ผักชี ผักชีไทย ผักชีลา (Coriander / Cilantro) ภาคเหนือเรียก ผักหอมป้อม ภาคอีสานเรียก ผักหอมน้อย เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ใบติดกับลำต้น ขอบใบหยักลึกเข้าหากลางใบ เป็นผักชีที่ใช้กว้างขวางที่สุด ทั้งใช้ใบแต่งกลิ่นอาหารไทย เช่น ลาบ ก้อย แกงจืด ต้มยำ หรือกินแกล้มกับสาคู ข้าวเกรียบปากหม้อ หรือไส้กรอกอีสาน นำมาสับใส่ลงในน้ำจิ้มหวาน เช่น น้ำจิ้มไก่ที่กินคู่กับเต้าหู้ทอด ส่วนรากของผักชีก็เอามาหมักเนื้อสัตว์ โดยโขลกกับกระเทียมและพริกไทย ปรุงรสด้วยเกลือ ต้มในซุปไก่ ซุปซี่โครงหมู ทำน้ำพริกแกงหลายชนิด เช่น แกงเผ็ด แกงคั่ว แกงมัสมั่น เป็นต้น ส่วนเมล็ดหรือลูกผักชี ใช้เป็นเครื่องเทศในแกงหลายชนิด เช่น แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงมัสมั่น แกงกะหรี่ เป็นต้น

2. ผักชีล้อม
ผักชีล้อม (Water Dropwort) ภาคกลางกับภาคเหนือ เรียกว่าผักอ้นหรืออ้นอ้อ (เชียงใหม่) และผักหนอกช้าง (น่าน) ใบแบนรี ขอบใบเป็นจักคล้ายฟันเลื่อย ดอกเป็นช่อสีขาว กลิ่นหอมฉุน ชอบขึ้นในที่ชื้นแฉะและน้ำตื้น เป็นพืชปรุงรสที่ให้กลิ่นฉุน มีรสร้อนแรง ยอดอ่อนนิยมใช้กินเป็นผักสดแกล้มกับน้ำพริก ขนมจีน ส้มตำ ยำ และลาบ หรือเอาไปทำอาหาร เช่น ยำผักชีล้อม ผักชีล้อมชุบแป้งทอด หรือนำไปตกแต่งโรยหน้าอาหารเช่นเดียวกับผักชี และยังสามารถนำมาทำกิมจิหรือผักดองเกาหลีได้อีกด้วย

3. ผักชีฝรั่ง
ผักชีฝรั่ง ผักชีใบยาว ผักหอมแป้น ผักชีใบเลื่อย ผักชีดอย ผักหอมเป หรือผักหอมเทศ (Culantro, Long Coriander, Sawtooth Coriande) ลักษณะเป็นใบรียาวและขอบหยัก ด้วยกลิ่นหอมฉุนจึงนิยมใช้แต่งกลิ่นอาหารคาว เช่น พวกลาบ ก้อย กุ้งฝอยเต้น ยำหนังหมู ซุปหน่อไม้ ซุปขนุน ต้มแซ่บ ซกเล็ก เป็นต้น หั่นหยาบๆ ใส่ในต้มยำ กินแกล้มในอาหารเวียดนาม เช่น เมนูเฝอ เป็นต้น

4. ผักชีลาว
ผักชีลาว (Dill) ใบเป็นเส้นฝอย กลิ่นหอม ดอกเป็นสีเหลือง เมล็ดแห้งใช้ทำยา ใช้ใบสดและใบแห้งโรยบนปลาเพื่อดับกลิ่นคาว ใส่ในแกงลาว อย่างเช่นแกงอ่อม แกงหน่อไม้ หรือใส่ในห่อหมก น้ำพริกปลาร้า เป็นต้น ส่วนประเทศทางตะวันตกนิยมชงผักชีลาวเป็นชาสมุนไพร โรยบนสลัดผักและมันฝรั่งบดเพื่อเพิ่มรสชาติ รวมถึงใช้แต่งรสและแต่งกลิ่นอาหาร 

เราก็ได้รู้กันแล้วว่า ผักชีมีกี่ชนิด ทีนี้เวลาจะเลือกผักชีไปทำอาหาร ก็ต้องเลือกให้เหมาะกับชนิดของอาหารที่เราจะทำด้วยนะ เพียงเท่านี้อาหารของเราที่ต้องมีผักชีก็คงจะน่าทานมากขึ้น

วิธีกำจัดคราบสนิมในบ้าน และบริเวณไหนของบ้านที่มักจะเกิดสนิมได้ง่าย ควรระวัง

สำหรับ สนิม นั้นเป็นปัญหาที่มักพบได้กับส่วนต่าง ๆ ในบ้านที่เป็นเหล็กหรือโลหะทุกชนิด สนิมเกิดจากปฏิกิริยาที่เหล็กทำกับน้ำและความชื้นในอากาศ เหล็กหรือโลหะจะค่อย ๆ แปลสภาพกลายเป็นออกไซด์ และเกิดเป็นไฮเดรตเฟอริกออกไซด์ หรือสนิมเหล็ก ทำให้เหล็กหรือโลหะผุ กร่อน และมีความแข็งแรงลดลง โดยจะเริ่มจากบริเวณหนึ่ง แล้วค่อยขยายลุกลามไปเรื่อย ๆ

ดังนั้น สาเหตุของการเกิดสนิมในบ้านส่วนใหญ่ โดยเฉพาะส่วนต่าง ๆ ในบ้าน หรือเฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของเหล็กหรือโลหะคือโดนน้ำ อยู่ในบริเวณที่มีความชื้นสูง หรือแม้แต่อยู่ในบริเวณที่มีไอเกลือเข้มข้น เช่น ตามชายฝั่งทะเล จะกระตุ้นให้เหล็กหรือโลหะกลายเป็นสนิมเร็วขึ้น

สนิมมีกี่ประเภท
สนิมมีด้วยกันหลายประเภท ซึ่งบ่งบอกถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  1. สนิมสีแดง
    เกิดจากสภาวะที่เหล็กสูญเสียอิเล็กตรอนเมื่อทำปฏิกิริยาทางเคมีกับน้ำ ส่งผลให้อิเล็กตรอนไปรวมตัวเข้ากับออกซิเจน จนออกมาในรูปของออกไซด์สีแดงเกาะอยู่บริเวณพื้นผิวของเหล็กหรือโลหะ สนิมประเภทนี้มีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเหล็กได้ค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่จะเกิดกับเหล็กหรือโลหะที่อยู่ในบริเวณที่มีปริมาณออกซิเจนและน้ำสูง แต่สนิมชนิดนี้มีความอ่อนตัวสูง สามารถขัดออกและทำความสะอาดได้ง่าย
  2. สนิมสีเหลือง
    เกิดจากสภาวะที่เหล็กได้รับความชื้นสูงอย่างมาก และความร้อน อาทิ น้ำเดือด เป็นระยะเวลานาน โดยส่งผลให้ออกไซด์ที่เกิดขึ้นบนเหล็กหรือโลหะเป็นสีเหลือง
  3. สนิมสีน้ำตาล
    เกิดจากสภาวะที่มีน้ำและออกซิเจนสูง แต่มีความชื้นต่ำ สนิมประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นหย่อม ๆ กระจัดกระจายบนพื้นผิวเหล็กหรือโลหะ สนิมสีน้ำตาลจะมีลักษณะแห้งมากกว่าสนิมประเภทอื่น และขัดทำความสะอาดออกจากเหล็กหรือโลหะได้ยาก
  4. สนิมสีดำ
    เกิดจากสภาวะที่มีออกซิเจนสูง แต่มีความชื้นต่ำ ลักษณะของสนิมมีสีน้ำตาลหรือดำ ส่วนใหญ่จะอยู่กระจายตัวทั่วพื้นผิวของเหล็กหรือโลหะเป็นหย่อม ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการที่เหล็กหรือโลหะได้รับการปนเปื้อนของสารเคมีบางอย่าง

บริเวณไหนของบ้านที่มักจะเกิดสนิมได้ง่าย
บริเวณบ้านที่มักจะเกิดสนิมได้ง่าย และพบได้บ่อย คือ พื้นที่ที่มักมีความชื้นเกิดขึ้นได้ง่าย มีตำแหน่งไหนบ้างเช็กได้ที่นี่

  1. ห้องน้ำ
    แน่นอนว่าเป็นพื้นที่ที่มีเหล็กหรือโลหะเป็นส่วนประกอบ จึงมีโอกาสที่จะเกิดสนิมขึ้นง่ายมาก เพราะว่าน้ำและความชื้นในห้องน้ำคือตัวการสำคัญในการเกิดสนิมได้ เมื่อโดนน้ำมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสที่จะพบสนิมมากขึ้นเท่านั้น
  2. ห้องครัว
    อีกหนึ่งส่วนของบ้านที่เกี่ยวข้องกับน้ำ และความชื้นบ่อย ๆ ทำให้โอกาสที่จะพบกับสนิมง่ายมากขึ้นด้วย ซึ่งเกิดได้ทั้งส่วนต่าง ๆ ของห้องครัว รวมทั้งเครื่องครัวต่าง ๆ ที่มีเหล็กหรือโลหะเป็นส่วนประกอบ เช่น กระทะ
  3. โรงจอดรถ
    พื้นที่นอกบ้านที่ต้องผจญกับน้ำฝน และความชื้นอย่างเต็มที่ จึงเป็นอีกหนึ่งส่วนของบ้านที่มีโอกาสเกิดสนิมขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของโครงสร้างเหล็ก ประตูเหล็ก หรือรั้วเหล็ก
  4. สวน
    ของตกแต่งสวน รวมถึงเครื่องมือทำสวน หรือเครื่องมือช่างที่มีส่วนประกอบของเหล็กหรือโลหะ มีโอกาสที่จะโดนน้ำฝน หรือน้ำจากการรดน้ำต้นไม้ ทำให้มีโอกาสเกิดสนิมได้ง่าย

วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดสนิม
สำหรับวิธีการป้องกันเรื่องของสนิมในบ้านนั้น ทำได้ไม่ยาก และสามารถเริ่มต้นด้วยตัวคุณเองได้ทั้งหมด ดังนี้

  1. เคลือบผิวเหล็ก
    เคลือบผิวเหล็กด้วยสีเคลือบพ่น สีทา ที่จะทำการเคลือบชั้นผิวของเหล็กไม่ให้เกิดสนิมได้โดยตรง โดยชั้นนอกที่เคลือบจะทำหน้าที่เป็นเหมือนเปลือกหุ้มที่ป้องกันความชื้น และอากาศจะกระทบกับผิวเหล็กหรือโลหะโดยตรง หรือเลือกเหล็กที่ผ่านการชุบดีบุกหรือสังกะสี เพื่อป้องกันน้ำและอากาศจากการสัมผัสเนื้อเหล็กหรือโลหะ แต่ต้องหมั่นเคลือบผิวเหล็กหรือโลหะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันสนิมได้นานขึ้น
  2. เลือกใช้วัสดุที่เป็นเหล็กกล้า
    เลือกใช้วัสดุที่เป็นเหล็กกล้า เพื่อป้องกันการเกิดสนิม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นมี 2 ประเภทที่แนะนำ คือ

         – สแตนเลส โลหะที่ผสมระหว่างเหล็กกับคาร์บอน ทำให้มีความต้านทานต่อการกัดกร่อนสูง จึงไม่เป็นสนิมได้ง่าย นอกจากนี้ก็ยังมีโครเมียมเป็นส่วนประกอบหลักมากถึง 10.5% ทำให้เกิดการสร้างฟิล์มโครเมียมออกไซด์ขึ้นมา และฟิล์มตัวนี้จะช่วยปกป้องไม่ให้มีอะไรมากัดกร่อนสแตนเลสได้ด้วย

        – อะลูมิเนียม จริง ๆ แล้ว อะลูมิเนียมเกิดสนิมได้เหมือนเหล็กหรือโลหะอื่น แต่สนิมของอะลูมิเนียมจะมีลักษณะเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ เคลือบผิวอะลูมิเนียม กลายเป็นกลไกป้องกันสนิมอีกทีหนึ่ง

  1. เลี่ยงการใช้งานวัสดุผิดประเภท
    หลีกเลี่ยงการใช้งานวัสดุที่เป็นเหล็กหรือโลหะในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการโดนน้ำหรือความชื้นสูง เช่น การทำชั้นเหล็กวางต้นไม้ในสวน
  2. เช็ดทำความสะอาดเครื่องมือ
    ทุกครั้งหลังจากการใช้งานเครื่องมือช่าง หรือเครื่องมือทำสวน ควรทำความสะอาดเครื่องมือให้เรียบร้อย เช็ดให้แห้ง เพื่อกำจัดน้ำและความชื้น รวมทั้งพ่นน้ำยาป้องกันสนิมเคลือบเครื่องมือเหล่านั้นก่อนเก็บให้ห่างไกลจากน้ำและความชื้น

วิธีกำจัดคราบสนิมในบ้าน
การกำจัดคราบสนิมในบ้านนั้นสามารถทำได้ง่ายมากกว่าที่คิด โดยสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบ้าน ดังนี้

  1. น้ำส้มสายชู
    น้ำส้มสายชู เหมาะกับการจัดการคราบสนิมที่ติดอยู่บนกระทะอย่างมาก โดยวิธีการทำความสะอาดก็ง่าย ๆ คือ นำกระทะมาตั้งไฟพอให้ร้อนจนเกิดควัน จากนั้นปิดไฟ เทน้ำส้มสายชูลงไปพอให้ท่วมคราบสนิม ใช้ฝอยขัดหม้อขัดให้ทั่วคราบสนิมขณะที่กระทะยังร้อนอยู่ จากนั้นซับออกด้วยผ้าหรือกระดาษทิชชู่จนแห้งสนิท ใส่น้ำมันลงในกระทะเล็กน้อย ใช้ผ้าหรือทิชชู่เช็ดอีกครั้ง เท่านี้คราบสนิมก็จะหยุดออกไปแล้ว
  2. ผงบอแรกซ์กับน้ำมะนาว
    บอแรกซ์อาจฟังแล้วดูน่ากลัว แต่จริง ๆ แล้วมีประโยชน์ในการกำจัดคราบสนิม โดยเฉพาะสนิมที่เกิดบริเวณอ่างล้างจาน หรืออ่างล้างหน้า วิธีการคือผสมผงบอแรกซ์กับน้ำมะนาวให้เข้ากันจากนั้นนำมาทาให้ทั่วบริเวณที่เป็นสนิม ทิ้งไว้จนแห้ง จากนั้นค่อยล้างออก คราบสนิมก็จะหลุดไป แต่เนื่องจากบอแรกซ์เป็นสารอันตรายจึงควรใส่ถุงมือและหน้ากากปิดจมูกก่อนผสมสูตรนี้
  3. หัวหอมใหญ่กับกระดาษทราย
    หัวหอมใหญ่สามารถใช้กำจัดคราบสนิมได้ด้วย โดยเริ่มจากใช้กระดาษทรายขัดคราบสนิมออกก่อน จากนั้นใช้หัวหอมใหญ่ผ่าครึ่งทาให้ทั่วบริเวณที่เกิดสนิม เสร็จแล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำร้อน คราบสนิมก็จะหายไป
  4. ผงซักฟอกกับน้ำส้มสายชู
    ในบริเวณที่มีคราบสนิมจำนวนมาก อาทิ ประตูเหล็ก หรือรั้วบ้าน สามารถใช้ผงซักฟอกกับน้ำส้มสายชูราดให้ทั่วบริเวณที่เป็นสนิม จากนั้นใช้สก๊อตไบร์ทขัดคราบสนิม แค่นี้คราบสนิมก็หายไปแล้ว
  5. น้ำมะนาว
    น้ำมะนาวเพียว ๆ ก็สามารถนำมาใช้กำจัดคราบสนิมได้ โดยเฉพาะคราบสนิมที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้า วิธีการก็ง่าย ๆ แค่บีบน้ำมะนาวลงบนคราบสนิมบนเสื้อผ้าให้ทั่ว จากนั้นต้มน้ำให้เดือด นำส่วนที่เปรอะคราบสนิมไปขึงบนปากหม้อ เพื่อให้ไอน้ำช่วยขจัดคราบสนิม เสร็จแล้วบีบน้ำมะนาวซ้ำตรงจุดเดิม ก่อนจะนำไปซักตามปกติ คราบสนิมบนเสื้อผ้าก็จะหายไป

สำหรับ วิธีกำจัดคราบสนิมในบ้าน และบริเวณไหนของบ้านที่มักจะเกิดสนิมได้ง่าย ควรระวัง ที่เรานำมานั้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้แก่ทุกคน เพราะการเกิดสนิมในบ้านนั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัว ไม่ควรจะละเลย หรือไม่ดูแล เพราะสนิทนั้นอาจจะทำให้เสียหาย ผุพัง และเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยได้ เพราะฉะนั้นจึงควรเฝ้าสังเกตพื้นที่ในบ้าน และรอบ ๆ บ้าน โดยเฉพาะจุดเสี่ยงที่จะเกิดสนิมเพื่อที่จะได้แก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

แมวแสดงพฤติกรรมแบบนี้ แปลว่ากำลังมีความสุขหรือเปล่านะ

สัตว์เลี้ยงที่ผู้คนนิยมนำมาเลี้ยงกันมากอย่างนึงเลยก็คือ แมว แมวเป็นสัตว์เลี้ยงตัวเล็กน่ารัก จึงเหมาะกับการเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงอย่างมาก แต่แมวนั้นก็มีลักษณะสายพันธุ์และลักษณะนิสัยที่แตกต่างกันไป มีทั้งนิ่งๆแล้วก็ขี้อ้อน แต่เมื่อเราเลี้ยงเขาแล้ว ยังไงเราก็ต้องรักเขาอยู่ดี 

วันนี้เราจึงมีบทความ แมวแสดงพฤติกรรมแบบนี้ แปลว่ากำลังมีความสุขหรือเปล่านะ มาฝากทุกคนกัน เพื่อจะได้รู้ว่าเจ้าแมวของเรานั้นเขามีความรู้สึกอย่างไร 

1. เข้ามาเกาะแกะถูไถบ่อยๆ
การถูไถเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงความเป็นเจ้าของ ถ้าแมวแสดงพฤติกรรมแบบนี้มันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณเป็นของพวกมัน เอ๊ยไม่ใช่!! มันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพวกมันสบายใจที่ได้อยู่กับคุณต่างหากละ

2. นอนหงายท้องตรงหน้าคุณ
รู้ไหมว่าสำหรับแมวแล้วท้องเป็นบริเวณที่บอบบางมากๆ และพวกมันก็มักไม่ยอมให้ใครเข้ามายุ่มยามกับบริเวณนี้ง่ายๆ ด้วย การที่พวกมันหงายหน้าท้องให้คุณเล่นนั้นแสดงว่าพวกมันไว้ใจคุณมากๆ และมีความสุขที่ได้อยู่กับคุณยังไงละ

3. ชอบขบเราเบาๆ
การขบกันเป็นหนึ่งในวิธีเล่นของแมว ซึ่งหากเจ้าเหมียวขบเราเบาๆ ก็หมายความว่ามันอยากเล่นกับเราด้วยนั่นเอง

4. นอนยืดตัวใกล้ๆ คุณ
ถ้าแมวแสดงพฤติกรรมแบบนี้ แปลว่ามันสบายใจเวลาที่อยู่ใกล้ๆคุณ เพราะคงไม่มีใครกล้านอนสบายๆ บริเวณที่ตัวเองไม่สบายใจหรอก แมวก็เช่นกัน

5. แมวมาเลียตัวเรา
การเลียทำความสะอาดให้กันเป็นหนึ่งในวิธีแสดงความรักของแมว การที่พวกมันเลียเราในบางครั้งก็เป็นเหมือนการบอกรักเราอ้อมๆ นั่นเอง

6. กะพริบตาช้าๆ ใส่เรา
การกะพริบตาใส่เราช้าๆ โดยที่แมวยังจ้องเราอยู่เป็นเสมือนหนึ่งในวิธีการบอกรักของแมวเลย

สำหรับบทความ แมวแสดงพฤติกรรมแบบนี้ แปลว่ากำลังมีความสุขหรือเปล่านะ ที่เรานำมานั้น หวังว่าจะเป็นความรู้ให้แก่ชาวทาสแมวทุกคน เพราะเมื่อเราเลี้ยงเขาแล้ว เขาก็เหมือนคนในครอบครัวของเราอีกคน เราควรจะใส่ใจดูแลเขา และทำให้เขามีความสุขมากที่สุด

ทริคลดน้ำหนัก อยากมีหุ่นเป๊ะแบบเร่งด่วน ต้องทำ 

สำหรับสาวๆนั้น ปัญหาความอ้วนนั้นคงเป็นปัญหาใหญ่เอามากๆเลยทีเดียว เพราะเมื่อคิดอยากจะลดน้ำหนักทีไร ก็รู้สึกว่าอันนั้นก็น่ากิน อันนี้ก็น่ากิน ยิ่งผ่านไปเท่าไหร่น้ำหนักก็ยิ่งเพิ่มขึ้นๆ กว่าจะลดได้สักทีก็คงยากแล้ว วันนี้เราจึงมีทริคลดน้ำหนัก อยากมีหุ่นเป๊ะแบบเร่งด่วน ต้องทำ มาฝากทุกคนกัน

1. ออกกำลังกายอยู่บ้านไม่ต้องฝืนเข้าฟิตเนส
สาวๆบางคนอาจกดดันหรือเร่งตัวเองมากเกินไปในการไดเอทจนทำให้ตัวเองรู้สึกท้อห่อเหี่ยวไม่อยากจะทำต่อ แต่จริงๆแล้วเราไม่ต้องไปกดดันตัวเองแบบต้องตื่นเช้ามาเข้าฟิตเนสเหมือนคนอื่น เพียงแค่เราลองออกกำลังกายพร้อมกับดูทีวีอยู่บ้าน หรือทำงานบ้านเท่านี้ก็ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีกว่าการ นั่งๆนอนๆอยู่เฉยๆแล้วล่ะ

2. ดื่มน้ำเปล่า 2 แก้ว ก่อนทานอาหาร
สำหรับสาวขี้เกียจแบบเราเนี่ย พอเริ่มรู้สึกหิวก็ควรดื่มน้ำเปล่า 2 แก้วก่อนทานอาหาร เพื่อที่จะทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วและทานอาหารได้น้อยลงกว่าเดิม แถมน้ำเปล่ายังดีต่อสุขภาพมากๆเลยล่ะ 

3. เปลี่ยนจานอาหารให้เล็กลง
การใช้จานหรือถ้วยที่มีขนาดใหญ่ยิ่งทำให้เราเผลอตักอาหารใส่จนพูนใช่มั้ยล่ะ เพราะเวลาตักอาหารเรามักจะตักให้พอดีกับภาชนะชิ้นนั้นๆ ลองเปลี่ยนมาเป็นจานใบเล็กลง เราก็จะตักอาหารใส่จานน้อยลงกว่าปกติก็จะทำให้ลดปริมาณของอาหารที่เราทานลง แต่อย่าเผลอไปตักเพิ่มอีกจานล่ะไม่งั้นได้อ้วนวนไปแน่นอน

4. กินให้ช้าลง เคี้ยวให้ละเอียดขึ้น
สาวๆหลายคนที่ติดพฤติกรรมการกินเร็ว ไม่ค่อยเคี้ยวแล้วรีบกลืนทั้งที่อาหารยังเคี้ยวไม่ละเอียด จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ้วนง่าย ลองเปลี่ยนนิสัยการกินให้ช้าลง เคี้ยวให้ละเอียดขึ้น เพราะถ้าเรายิ่งเคี้ยวอาหารนานขึ้นก็จะช่วยให้เรารู้สึกอิ่มเร็ว ที่สำคัญยังส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหารเราด้วย

5. เตรียมของว่าง อย่าปล่อยให้ตัวเองหิว
สาวขี้เกียจที่อยากจะผอมแบบให้ได้ผล ก็ควรจะเตรียมอาหารว่างไว้ทานเล่นระหว่างวันด้วย เพื่อที่จะทำให้เรารู้สึกอิ่มท้องและทำให้อยากทานอาหารในมื้อต่อไปน้อยลงแต่ของว่างที่ว่านั้นก็ต้องเป็นของว่างที่เป็นเมนูไขมันต่ำ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กราโนล่า ผลไม้ ธัญพืช เป็นต้น

6. อย่างดของหวานแต่ต้องทานให้น้อยลง
สาวๆที่กำลังไดเอทก็อย่าลดของหวานแบบหักดิบนะ เพราะจะยิ่งทำให้การไดเอทของเราดูทรมานมากขึ้นและจะยิ่งทำให้เรารูสึกอยากของหวานมากขึ้นกว่าเดิมซะอีก ทางที่ดีควรค่อยๆเป็นค่อยๆไป ค่อยๆลดขนมหวานลง เช่นจากที่กินทุกวันก็เปลี่ยนเป็นกินวันเว้นวันแล้วลดปริมาณขนมลงไปเรื่อยๆ จนร่างกายเราปรับตัวได้ เราก็จะงดขนมหวานได้ในระยะยาวเลยล่ะ

7. แปรงฟันหลังอาหารทันที
หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วสาวๆก็ควรรีบลุกไปแปรงฟันทันที อย่ามัวแต่รอให้อาหารย่อยแล้วตบท้ายด้วยของหวาน การแปรงฟันจะช่วยให้เราไม่รู้สึกอยากทานอาหารอีกเพราะว่าหลังจากแปรงฟันแล้วจะทำให้อาหารที่เราทานเข้าไปมีรสชาติแปลกๆ

สำหรับทริคลดน้ำหนัก อยากมีหุ่นเป๊ะแบบเร่งด่วน ต้องทำ ที่เรานำมานั้น ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ เป็นเพียงขั้นตอนง่ายๆที่ทุกคนสามารถทำได้อย่างแน่นอน รับรองหุ่นดูดีภายในหนึ่งเดือนแน่นอน แต่อย่าเผลอตัวทานเยอะเหมือนเดิมเชียวนะ

สั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อ

เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น ผู้คนก็มักจะระมัดระวังตัวกันมากขึ้น หลายคนเลือกที่จะไม่ออกจากบ้านเพื่อลดโอกาสเสี่ยงการติดเชื้อ ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่ทำก็คือการเลือกสั่งของสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ทั้งอาหารพร้อมทาน ของสด ของแห้ง แทน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองนั้นต้องไปพบเจอผู้คน

วันนี้เราจึงมีบทความ สั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อ มาฝากทุกคนกัน เพราะสิ่งที่เราคิดว่าปลอดภัย จริงๆอาจจะไม่ได้ปลอดภัยขนาดขนาดนั้น ต่อให้เราสั่งเดลิเวอรี่ แต่ก็ควรรู้ข้อควรระวังไว้ด้วย

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จากการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่เน้นใน 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
กลุ่มที่ 1 ผู้ประกอบการที่จัดบริการอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี
1. คัดเลือกร้านอาหารได้รับใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองการแจ้งเป็นสถานที่จำหน่ายอาหารจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น
2. ติดตามสถานการณ์และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และให้ความรู้หรือประชาสัมพันธ์คนขนส่งอาหาร เช่น การสวมหน้ากากที่ถูกวิธี และขั้นตอนการล้างมือที่ถูกต้อง เป็นต้น ผ่านช่องทางต่างๆ ของบริษัท
3. จัดบริการหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือให้แก่คนขนส่งอาหาร
4. จัดบริการตรวจสุขภาพให้แก่คนขนส่งอาหาร หากพบคนขนส่งอาหารมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที

กลุ่มที่ 2 ร้านอาหารให้บริการอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี
1. อาหารปรุงสำเร็จต้องปรุงสุกใหม่ สำหรับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปรุงให้สุกด้วยความร้อนไม่น้อยกว่า 70 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงการจำหน่ายอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุกหากมีอาการเจ็บป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที
2. จัดให้มีที่ล้างมือพร้อมสบู่สำหรับล้างมือ หรือจัดให้มีเจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ
3. จัดสถานที่ให้เพียงพอกับจำนวนคนขนส่งอาหารที่เข้ามาใช้บริการโดยจัดระยะห่าง 1 เมตร และมีการระบายอากาศที่เหมาะสม
4. จัดหาภาชนะบรรจุอาหารที่เหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท แข็งแรง ปกปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนในระหว่างการขนส่ง ไม่ใช้โฟมในการบรรจุอาหาร
5. อาหารปรุงสำเร็จ มีการติดฉลากที่ระบุรายละเอียดอย่างชัดเจน เช่น ชื่อร้านอาหาร วัน/เดือน/ปี เวลาที่ผลิต ระยะเวลา และอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษาอาหาร เป็นต้น

กลุ่มที่ 3 คนขนส่งอาหารเดลิเวอรี ได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับอาหารตั้งแต่กระบวนการสั่งซื้ออาหาร การรับอาหารจากร้านอาหาร และขนส่งอาหารไปสู่ผู้บริโภค จะต้องปฏิบัติดังนี้
1. สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเอง ไอ จาม ปนเปื้อนอาหาร และลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อโรคระหว่างให้บริการ
2. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติงานขนส่งอาหาร ก่อนเข้าร้านอาหาร หลังการส่งอาหารให้ผู้บริโภค หลังเข้าส้วม หลังจับสิ่งสกปรก และจับเงิน
3. หากมีอาการป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที
4. จัดหากล่องบรรจุอาหารท้ายยานพาหนะสำหรับขนส่งอาหารที่มีโครงสร้างที่แข็งแรง ปกปิดมิดชิดในลักษณะที่ช่วยป้องกันการปนเปื้อน
5. ตรวจสอบคุณภาพอาหารทันทีหลังได้รับจากร้านอาหาร เช่น ความสะอาด สภาพอาหารและไม่มีกลิ่นเน่าเสีย บรรจุอยู่ในภาชนะที่มีสภาพดี ไม่ชำรุด การปกปิดอาหาร ฉลากอาหาร เป็นต้น
6. การส่งอาหารต้องแยกเก็บอาหารเป็นสัดส่วน ระหว่างอาหารปรุงสำเร็จและเครื่องดื่ม และจัดส่งถึงมือผู้บริโภคให้เร็วที่สุด
7. ไม่ควรเปิดกล่องบรรจุอาหารท้ายยานพาหนะจนกว่าจะพบผู้สั่งซื้ออาหาร โดยก่อนเปิดกล่องใส่อาหารทุกครั้งควรทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ จัดส่งอาหารให้ผู้สั่งซื้อโดยตรงหรือจุดที่ผู้สั่งซื้อกำหนดเพื่อลดความเสี่ยงการได้รับเชื้อโรคระหว่างให้บริการผู้สั่งซื้อ ในการส่งอาหาร คนขนส่งอาหารควรอยู่ห่างผู้รับอาหารอย่างน้อย 1 เมตร
8. ถอดถุงมือผ้าในระหว่างการหยิบจับอาหาร เพราะอาจเกิดการปนเปื้อนของฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่สะสมในถุงมือผ้า  

กลุ่มที่ 4 ผู้สั่งซื้ออาหาร/ผู้บริโภค เมื่อได้รับอาหารแล้วควรปฏิบัติดังนี้
1. ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ หลังการรับอาหารจากคนขนส่งอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร
2.
สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยหากมีอาการป่วย ในระหว่างการรับอาหารจากคนขนส่งอาหาร
3. หลีกเลี่ยงการสั่งซื้ออาหารกลุ่มเสี่ยง เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือเครื่องในสัตว์ที่ปรุงไม่สุก อาหารที่เน่าเสียง่าย อาหารที่ปรุงด้วยนม กะทิ เป็นต้น ควรนำไปอุ่นร้อนก่อนรับประทาน
4. ตรวจสอบคุณภาพอาหาร เช่น ความสะอาด สภาพอาหารและไม่มีกลิ่นเน่าเสีย ความเหมาะสมของภาชนะบรรจุ การปกปิดอาหาร เป็นต้น

เมื่อเราได้รู้วิธี สั่งอาหารเดลิเวอรี่อย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคติดต่อ แล้ว ก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติใช้กันด้วยนะ เพราะเราจะได้ทั้งช่วยคนภายนอกและตัวเราเองให้ห่างไกลจากโรคระบาดได้