บ้านนี้แรงกว่าที่คิด..

เรื่องราวของบ้านนี้แรงกว่าที่คิด..

เวลาเราจะไปซื้อบ้านจะต้องคิดว่าบ้านหลังนี้มันมีผีมั้ยมันมีคนตายมั้ยก่อนจะซื้อเราต้องนึกคิดก่อนแล้วว่าเราควรซื้อดีรึป่าว แต่เรื่องที่จะเล่าให้ฟังนี้มันตรงกันข้ามกัน คือเค้ารับรู้อยู่แล้วว่าเจ้าของเก่าหวงบ้านมานะแต่ไม่ได้คิดอะไร

             เพราะเค้าไม่ได้ตายในบ้าน เรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณอาผมท่านนึงเค้ามีเพื่อนเป็นนายหน้าขายบ้านช่วงนั้นเค้าอยากจะหาบ้านซักหลังนึง แล้วนายหน้าคนนี้ก็ไปหาให้ หลังจากที่นายหน้าคนนี้ไปหาให้ นายหน้าคนนั้นบอกว่า เอ่อมีบ้านอยู่หลังนึงเข้าอยากขายบ้านหลังนี้เป็นมรดกตกทอดจากคุณปู่คุณย่าให้ลูกหลาน ซึงเค้าผูกผันกลับ

บ้านหลังนี้มากจนกระทั่งวันนึงคุณปู่คุณย่าเสียชีวิตแต่ไม่ได้เสียชีวิตในนบ้านนี้ ไปเสียชีวิตที่โรงพยายบาล ลูกหลานก็เลยปล่อยให้เช่าบ้านหลังนี้ แต่คนที่มาอยู่ก็อยู่กันไม่ได้ คนที่เคยมาเช่าเค้าไม่ได้บอกลายละเอียดอะไรบอกแค่ว่าเจอเป็นลักษณะ คุณปู่คุณย่า อยู่ในบ้าน ลูกหลานเลยตัดสินใจขายบ้านหลังนี้รระหว่างที่ขายบ้านหลังนี้ก็มีคนมาซื้อเรื่อยๆ แต่ไม่เป็นผล

            จนคิวมาถึงคุณอาคนนนี้ ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านกว้างเกือบๆ200ตารางวาติดถนน ราคาไม่ถึงล้านบาท คุณอาตาลุกวาวเลยตอนนั้น เป็นใครๆก็เอา อาบอกว่าตอนไปเก็นบ้านหลังนี้ ถูกโฉลกมาก มันสวยมากถึงบ้านจะเก่าหน่อยแต่โครงสร้างมันยังแข็งแรงอยู่ นอนคิดอยู่วันเดียว ซื้อเลย ซื้อทั้งที่รู้ว่าบ้านหลังนี้ไม่มีใครอยู่ได้นะ หลังจากที่ซื้อเสร็จก็พาคุณพ่อคุณแม่เข้าไปอยู่ด้วย วันแรกก็ขนของเข้าไป ช่วงวันแรกๆก็ไม่มีปัญหา พอวันที่3คุณอาเค้านอนๆอยู่ก็ได้ยินเสียเคาะประตู ก่อนที่จะได้ยินสียงเคาะประตูนั้น คุณพ่อคุณแม่นั้นก็บอกว่าเดียววันนี้เราตื่นมาใส่บาทพระตอนเช้ากันไหม คุณอาก็ได้ไปนอนแล้วตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อจะใส่บาทตอนเช้า

แล้วก็นอนไป แต่ก่อนนาฬิกาปลุกจะดังก็ได้ยินสียงเคาะประตูเค้าก็คิดว่าเป็นคุณแม่มาปลุก ก็ตื่นอาบน้ำลงไปหาคุณแม่ เค้าก็บอกแม่ว่าแม่หนูโตมาป่านนี้ไม่ต้องมาปลุกก็ได้ แม่ก็บอกว่าแม่ไม่ได้ปไปปลุก เค้าก็งงๆ เลยปล่อยผ่านไปไม่ได้คิดอะไร แล้วออกไปใส่บาท เดินไปถึงหน้าบ้านข้างบ้านก็เลยถามว่าเอ้าใส่บาทกัน2คนหรอ เห็นคุณปู่ตื่นมากวาดลานหน้าบ้านตั้งแต่ตี4นึกว่าจะมาใส่บาทด้วย เค้าก็คิดว่าพ่อเค้าก็ยังไม่ตื่นนะ เค้าก็งง จังหวะนั้นพระท่านก็เดินมาพอดี

           พระท่านก็ถามว่า พึ่งมาอยู่หรอท่านก็มองไปในบ้านแล้วบอกว่า อืมบ้านนี้ร่มเย็นนะขอให้อยู่กันเป็นสุขเมตตาซึ่งกันละกันนะ หลังจากนั้นเหตุการณ์ณืก็ยิ่งทะวีคูณขึ้น เพราะชาวบ้านแถวนั้นก็บอกว่าเห็นคูรปู่คุณย่า มั้งแหละ คุณอาก็เลยคิดว่าจะไปหาเครื่องรางของขลังมา เลยไปได้พระประทานมาจากคนรู้มจัก พอเอาพระประทานไว้ที่บ้านเหตุการณ์ณืก็ยิ่งทะวีคูณขึ้นอีกพ่อก็ล้มป่วยหนักต้องนอนโรงพยาบาล ทีนี้คุณอาเค้าก็เหมือนเห็นผู้หญิงซึ่งเป็นใครไม่รู้ ตอนแรกคุณก็นึกว่าคนแถวนั้น พอสังเกตุไปดๆผู้หญิงคนนี้เริ่มเข้ามาอยู่ในบ้าน คุณอาผิดสังเกตละ เลยไปหาอาจารย์คนนึง อาจาร์ยคนนั้นก็เลยบอกว่ามึงเป็นคนเอาเค้าเข้ามาอยู่เอง

คุณอาก็เลยกลับบ้านไปหาว่ามีสิ่งอะไรที่ไม่ดีอยู่ในบ้าน หาจนเหนื่อยก็ยังไม่เจอเลยมานั่งพักตรงกลางบ้าน จังหวะนั้นคุณอาได้แหงนหน้าขึ้นไปมอง เจอพระประทานตั้งอยู่เลยเอะใจ ในใจก็นึกว่าผีที่ไหนก็มากลับพระ แต่ก็ลองดูที่พระประทาน พลิกไปพลิกมา จนคว่ำพระประทานดูเฉยเหมือนถุงเล็กๆในถุงมีเล็กผมอยู่ ก็เลยจะเอาพระไปหาหลวงพ่อที่วัด ขับรถไปอยู่ดีๆรถดับแล้วก็ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะ แต่คุณอาก็ได้เอาพระไปหาหลวงพ่อที่วัดสำเร็จ หลวงพ่อได้ทำพิธีต่างเสร็จ คุณอากลับบ้านมาทุกอย่าก็ปกติ พ่อของคุณอาก็หายป่วย คุณแม่ก็เลยเล่าให้คุณอาฟังว่า แม่อะรู้ว่ามีคุณปู่คุณย่าตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่บ้าน ซึ่งคุณอาไม่เคยบอกแม่ว่าบ้านหลังนี้มีคุณปู่คุณย่า แม่ยังเล่าให้ฟังอีกว่าวันที่พ่อป่วยนอนอยู่โรงพยาบาล แม่กลับมาบ้านคนเดียวแม่ได้ยินเสียงผู้หญิง และก็ได้ยินเสียงคุณปู่ ด่าว่ามึงออกจากบ้านกูไป สุดท้ายแล้ว คุณปู่คุณย่า เค้ามาช่วยปกป้องบ้านดูแลบ้านให้ หลวงพ่อที่คุณอาเอาพระไปให้บอกว่า คุณปู่คุณย่าเข้าถูกโฉลกกลับคุณอา

ปัจจุบันนี้คุณอาก็อาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดิม

ขงจื๊อสอนชีวิต

หลักคำสอนของขงจื้อแต่ละคำสอนถือได้ว่าเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ทำให้การใช้ชีวิตของชาวจีนที่ยืดตามหลักของขงจื้อนั้นเป็นไปอย่างมีความสุขสงบทางด้านของจิตใจ ซึ่งคำสอนของขงจื้อมีมากมายนัก

  • อย่าได้เก็บเอาคำวิจารณ์ของคนอื่นมาใส่ใจ แต่จงรับฟังและใช้มันพัฒนาตัวเองดีกว่า และอย่าให้คำพูดของคนอื่น มาตัดสินชะตาชีวิตของเราเอง
  • ทุกสิ่งในโลก 4 อย่าง ที่เงินหาซื้อไม่ได้นั่นก็คือ ความรัก เวลา ชีวิต และมิตราภาพที่แท้จริง
  • การที่เรายอมรับว่าไม่รู้นั้น ก็ถือว่าเป็นความรู้อันประเสริฐแล้ว
  • ไม่คิดถึงความชั่วของคนอื่นในอดีตกาล จึงมีคนโกรธท่านน้อย
  • ความผิดอันเนื่องมาจากการประหยัดนั้นมีน้อยเหลือเกิน
  • เมื่อรักเขาจะไม่ให้กำลังใจเขาได้หรือ เมื่อซื่อสัตย์ต่อเขาจะไม่ตักเตือนสั่งสอนเขาได้หรือ
  • ไม่ต้องเป็นห่วงคนอื่นที่ไม่เข้าใจเรา แต่ต้องเป็นห่วงว่าเราไม่เข้าใจคนอื่นเป็นดี
  • ในการศึกษาค้นคว้าเรื่องต่างๆ ถ้าเอนเอียงไปสุดสายไม่ว่าข้างใดข้างหนึ่ง ก็จะมีแต่ผลเสียฝ่ายเดียวเท่านั้น
  • การอ่านหนังสือโดยไม่ได้คิดค้น การอ่านจะไม่ได้อะไรเลย การคิดค้นโดยไม่ได้อ่านหนังสือ การคิดค้นจะเปล่าประโยชน์
  • ทบทวนเรื่องเก่าและรู้เรื่องใหม่ขึ้นมาอีกก็จะเป็นครูได้
  • หากยังปรนนิบัติคนที่มีชีวิตไม่เป็น จะปรนนิบัติเซ่นไหว้เทพเจ้ากับผีได้อย่างไร
  • ชอบเอาสองคนมาเปรียบเทียบกันว่าใครดีกว่าใคร เธอคิดว่าตัวเองเก่งพอแล้วหรือ สำหรับเราไม่มีเวลาว่างพอมาทำเช่นนั้น
  • อย่ามัวค้นหาความผิดพลาดของตัวเอง จงมองหาหนทางแก้ไขและอย่ากลัวที่จะนั่งหยุดพักเพื่อคิดและตั้งสติให้ดี
  • ผู้ชนะไม่เคยลาออก และผู้ที่ลาออกก็ไม่เคยชนะ
  • เราทุกคนเข้าใจชีวิตเมื่อมองย้อนหลังเท่านั้น แต่เราต้องดำเนินชีวิตไปข้างหน้าต่อไป
  • หากยังปรนนิบัติคนที่มีชีวิตไม่เป็น จะปรนนิบัติเซ่นไหว้เทพเจ้ากับผีได้อย่างไร
  • การมีชีวิตอยู่นานเท่าใดมิใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งสำคัญก็คือ เราจะมีชีวติอยู่อย่างไร
  • ไม่มีสิ่งใดช่วยให้คุณได้เปรียบคนอื่น มากเท่ากับการควบคุมอารมณ์ให้สงบนิ่งอยู่ตลอดเวลา ในทุกสถานการณ์
  • เวลาเพียงแค่ 1 นาทีที่คุณโกรธ เท่ากับคุณได้สูญเสีย 60 วินาทีแห่งความสงบในจิตใจไปแล้ว จงจำเอาไว้ว่า ความอดทนคือเพื่อนสนิทของสติปัญญา
  • สิ่งที่เราไม่ชอบ ก็จงอย่าทำกับคนอื่น
  • อย่ากลัวที่จะนั่งหยุดพักเพื่อคิด

ปรัชญาสำนักขงจื่อก็เหมือนระบบความคิดอื่น ที่มีปัญหาในการตีความและการประมวลสร้างความเข้าใจอย่างเป็นระบบบทเรียบเรียงนี้เพียงแต่เน้นส่วนที่เป็นพื้นฐานความคิด และคัดเลือกประเด็นสำคัญ ให้การขัดเกลาตนการเปลี่ยนแปลงและสืบทอดจารีตค่ะ

เส้นกรอบแกงคั่วสับปะรด

                    แกงคั่วสับปะรดเป็นอีกหนึ่งอาหารของไทย ที่คนโบราณช่างคิดค้นโดยการนำเอาผลไม้อย่างสับปะรดมาปรุงเป็นอาหารได้แสนอร่อย แถมยังได้รสชาติที่กลมกล่อมทั้งเปรี้ยวอมหวานของสับปะรดอีกด้วย ปกติแกงคั่วสับปะรดที่ปรุงกันมาแต่ดั้งเดิม มักจะใช้หอยแมลงภู่ หรือกุ้งสดเป็นตัวประกอบเสริมคุณค่าของอาหาร ส่วนวันนี้เรามาแปลงสูตรโดยการนำเส้นใหญ่มาทอดกรอบและทานคู่กับแกงคั่วสับปะรดหอยแมลงภู่เพิ่มรสชาติของอาหารพลิกแพลงและสามารถทำขายได้ด้วยค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. เนื้อหอยแมลงภู่ 250 กรัม
  2. สับปะรด (เลือกลูกสีเขียวที่ยังไม่สุกมาก) แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก
  3. หัวกะทิ 1 ถ้วย
  4. หางกะทิ 2 ถ้วย
  5. คนอร์ก้อน 1 ก้อน
  6. ใบมะกรูด ฉีก 5 ใบ
  7. น้ำมะขามเปียก, น้ำปลา, น้ำตาลทราย, น้ำตาลปี๊บ ใช้ปรุงรสตามชอบ
  8. เส้นใหญ่ 500 กรัม น้ำมันสำหรับผัดเส้นเล็กน้อย

วิธีทำ

  1. ทำความสะอาดหอยแมลงภู่ กระเทาะปุุ่มขาวๆ คล้ายหินปูนบนหอยออกโดยใช้มีด แล้วนำไปล้างสัก 3 น้ำ แล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  2. นำพริกชี้ฟ้าแห้งไปแช่น้ำ นำหัวหอมแดง ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า มาซอยและปอกเปลือกกระเทียมเตรียมไว้
  3. โขลกพริกชี้ฟ้าแห้งกับเกลือพอหยาบ ตามด้วยกระเทียม ตะไคร้ ข่า รากผักชี ใบมะกรูด เม็ดพริกไทยและกะปิ โขลกรวมกันให้ละเอียด
  4. นำหอยแมลงภู่ที่ทำความสะอาดแล้วมาลวกสุกพอประมาณจนฝาหอยเปิด แล้วแกะเนื้อหอยออกจากเปลือก และนำมาแกะเอาแต่เนื้อ
  5. นำสับปะรดมาปอกเปลือก แล้วหั่นเป็นสามส่วนโดยไม่เอาแกนสับปะรด จากนั้นนำสับปะรดมาหั่นเป็นชิ้นแล้วสับ จากนั้นบีบน้ำออกเพื่อให้แกงคั่วเข้มข้นและลดความเปรี้ยวจากสับปะรด
  6. ตั้งกระทะแล้วใส่หัวกะทิลงไป เคี่ยวให้กะทิแตกมัน แล้วก็ใส่พริกแกงคั่วลงไปผัดให้เข้ากัน พอเดือดจึงเติมหาง กะทิลงไป หลังจากนั้นจึงใส่สับปะรด แล้วคนจนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน ตั้งทิ้งไว้จนเดือด
  7. เมื่อแกงเริ่มเดือดใส่คนอร์ซุปไก่ก้อน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำตาลปี๊บ หลังจากนั้นจึงใส่หอยแมลงภู่และใบมะกรูดฉีก พอเดือดตักแกงราดบนเส้นใหญ่ทอดกรอบ
  8. ตั้งกระทะใส่น้ำมันจนร้อน เอาเส้นใหญ่ลงไปทอดให้เหลืองกรอบแล้วพักทิ้งไว้บนจาน
  9. ตักแกงคั่วสับปะรดหอยแมลงภู่ราดลงบนเส้นใหญ่ที่ทอดไว้ พร้อมเสิร์ฟความอร่อย พร้อมรับประทาน