เบบี้ออยล์มีประโยชน์อะไรบ้าง

ในปัจจุบันนี้ มีครีม โลชั่น หรือเซรั่ม สำหรับบำรุงผิวหน้า ผิวกาย รวมไปถึงเส้นผม วางขายในท้องตลาดอยู่เป็นจำนวนมาก ชนิดที่ว่าสามารถซื้อมาใช้ไม่ซ้ำยี่ห้อกันได้ เป็นเดือนๆ เลยทีเดียวแต่ในบรรดาผลิตภัณฑ์ต่างๆ เหล่านั้น กลับมีทั้งที่ใช้ได้ผลดี หรือที่ใช้แล้วไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยก็เป็นได้ ในกรณีที่แย่หน่อยก็คือ บางคนใช้แล้วมีอาการแพ้ไปเลย 

แต่มีผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง ที่แทบจะไม่เคยได้ยินว่า มีใครที่ใช้แล้วเกิดอาการแพ้เลย นั่นก็คือ เบบี้ออยล์ นั่นเอง ซึ่งก็คงมาจากสาเหตุที่ว่า เป็นสินค้าที่ทำออกมาเพื่อใช้กับเด็กเล็กๆ ที่สภาพผิวมีความบอบบางกว่าผู้ใหญ่อยู่แล้วนั่นเอง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเบเบี้ออยล์จะเป็นสินค้าที่ทำมาเพื่อเด็กๆ โดยเฉพาะแต่ผู้ใหญ่ก็สามารถนำมาใช้ เพื่อประโยชน์ด้านความงามได้มากมายเช่นกัน โดยเฉพาะกับประโยชน์ในเรื่องของการบำรุงผิวพรรณ รวมไปถึงเส้นการบำรุงผมด้วย

ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น
โดยเฉพาะหากนำมชโลม หรือทาร่างกายทันที ภายหลังจากการอาบน้ำ จะช่วยทำให้ผิวเนียนนุ่ม และชุ่มชื้นมากขึ้นเลยเชียว

สำหรับใครที่มีปัญหาผิวไหม้
จากการโดนแดดเผา เช่น หลังจากกลับจากทะเล การใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ อาจจะยิ่งทำให้ผิวมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นจะต้องหยุดใช้ไปก่อน แต่สามารถใช้เบบี้ออยล์ มาบำรุงรักษาอาการไหม้ของผิวได้เป็นอย่างดี

ช่วยปกป้องผิวในช่วงหน้าหนาว
ที่อากาศแห้งเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันผิวแตก หรือผิวลอกเป็นสะเก็ด รวมทั้งสามารถทาส้นเท้า เพื่อแก้ปัญหาส้นเท้าแตกได้ด้วย และหลังจากทาส้นเท้าแล้ว อย่าลืมสวมถุงเท้าเพื่อปกป้องอีกชั้นหนึ่งด้วย

ช่วยป้องกันรอยแตกลาย
สำหรับว่าที่คุณแม่ ที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ การทาเบบี้ออยล์ที่ผิวบริเวณท้องเป็นประจำ จะช่วยป้องกันรอยแตกลายหลังการคลอดได้ดีเลยเชียว

ใช้สำหรับเช็ดทำความสะอาด
ไม่ว่าจะเป็นการเช็ดเครื่องสำอางออกจากผิวหน้า หรือเช็ดผิวที่เลอะหรือเปื้อนสีที่ติดทนนาน ล้างออกยาก อาบน้ำก็ยังไม่ออก เพียงแค่ใช้สำลีชุบเบบี้ออยล์ แล้วเช็ดบริเวณผิวที่เปื้อนสี สีก็หลุดออกได้อย่างง่ายดาย และไม่เป็นอันตรายกับผิวด้วย

ใช้สครับผิว
สามารถนำเบบี้ออยล์มาเป็นส่วนประกอบ ร่วมกับเกลือสปาขัดผิว หรือสมุนไพรต่างๆ อย่างเช่น มะขามเปียก หรือขมิ้น เพื่อนำมาขัดผิว เพราะจะช่วยทำให้ผิวมีความนุ่มเนียน ไม่แห้งกร้าน และยังบำรุงผิวได้ดีอีกด้วย

ใช้ผสมลงในอ่างอาบน้ำ
จะช่วยทำให้น้ำมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นการช่วยผ่อนคลายอารมณ์ นอกเหนือไปจากการบำรุงผิวได้อีกต่างหาก

สามารถนำเบบี้ออยล์มาทาลงบนผิว
หลังการโกนหนวดหรือเส้นขน ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยลดการระคายเคือง และช่วยคงความชุ่มชื้นเรียบเนียนของผิวเอาไว้ด้วย

ใช้เป็นสูตรสครับปาก
เพื่อแก้ปัญหาปากแห้งแตก และช่วยให้ริมฝีปากนุ่มเนียน อมชมพูได้ โดยการนำเบบี้ออยล์ผสมกับน้ำตาลทรายและน้ำมะนาวเล็กน้อย คนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาสครับปากเบาๆ 3-4 นาที แล้วเช็ดออก

ก็นับได้ว่า เบบี้ออยล์ เป็นผลิตภัณฑ์อีกชิ้นหนึ่ง ที่ไม่ควรพลาด น่าจะมีติดบ้าน หรือพกติดตัวเอาไว้ เพราะนอกจากจะใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างแล้ว ยังมีราคาถูก ใช้ได้นาน แถมยังไม่ต้องกังวลว่า จะเกิดปัญหาอาการแพ้ใดๆตามมาอีกด้วย

เทคนิคการเลี้ยงปลาทองให้สวยและเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่

หลายๆ คนนั้นมักนิยมเลี้ยงสัตว์กัน และที่นิยมมาก ก็เช่น ปลาทอง เพราะปลาทองนั้นมีลักษณะที่สวยงาม สีส้มไล่เฉดไปจนเหลืองทอง และชื่อที่เป็นมงคล ทำให้คนหันมาเลี้ยงกันเป็นจำนวนมาก การเลี้ยงปลานั้นบางทีก็ทำให้คนที่เลี้ยงรู้สึกผ่อนคลายเวลาไปนั่งจ้องได้ หลายๆคนจึงนิยมที่จะเลี้ยงกัน

แต่การเลี้ยงสัตว์สักชนิดหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เราจำเป็นต้องรู้ เทคนิคการเลี้ยงปลาทองให้สวยและเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ ด้วย ต้องศึกษาและทำความเข้าใจให้ดีว่าต้องเลี้ยงอย่างไร เพราะสัตว์เลี้ยงของเราเขาก็มีชีวิตเช่นกัน

เทคนิคการเลี้ยงปลาทอง
1. ติดตั้งเครื่องปั๊มลม เพิ่มออกซิเจนในน้ำ
การเลี้ยงปลาทอง หากเราเลี้ยงเพียง 3 – 5 ตัว ในภาชนะที่ใหญ่พอ เช่น ในอ่าง ตู้ปลา โหลแก้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปั๊มลม เพิ่มอากาศ ออกซิเจนในน้ำ แต่ถ้าเลี้ยงจำนวนมาก ก็จำเป็นต้องใช้เครื่องปั๊มลม เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวของน้ำ ออกซิเจนสามารถลงไปในน้ำได้มากพอสำหรับปลาทอง ซึ่งการเพิ่มอากาศนี้ จะช่วยให้ปลารู้สึกกะปรี้กระเปร่า เจริญเติบโตได้เร็ว

2. ใช้น้ำที่ปราศจากคลอรีน หรือน้ำกรอง
หลายคนยังเข้าใจว่า การใช้น้ำประปามาเลี้ยงปลาปลาสวยงามเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้ว ซึ่งก็ถูก…แต่ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว แต่เราต้องอย่าลืมว่าน้ำประปาที่ไหลมาตามท่อส่งน้ำ และเข้าสู่ก็อกน้ำนั้นมีส่วนผสมของสารคลอรีน เพื่อฆ่าเชื้อโรค เป็นขั้นตอนการผลิตน้ำของการประปา ซึ่งคลอรีน จะทำลายเนื้อเยื่อตัวปลา รวมถึงครีบและหาง ทำให้ปลาว่ายน้ำไม่ได้ ตายในที่สุด วิธีที่ดีที่สุดคือ การใช้น้ำจากเครื่องกรองน้ำ หรือน้ำประปาที่ผ่านการกักไว้ประมาณ 3 วันขึ้นไป สารคลอรีนจะระเหย ก็สามารถนำมาเลี้ยงปลาได้

3. ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำ เมื่อน้ำขุ่นสกปรก
เมื่อสังเกตว่าน้ำที่ใช้เลี้ยงมีความสกปรก มูลสิ่งปฏิกูลเริ่มลอยบนผิวน้ำ หรือน้ำเริ่มขุ่นมองตัวปลาไม่ชัดเจน และมีกลิ่นคาวแรงกว่าปกติ ก็ควรรีบทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาด รวมถึงขัดตะไคร่น้ำตามผนังตู้ให้หมดจด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค ซึ่งจะส่งผลให้ปลาทองป่วย มีเห็บปลามาเกาะตามตัวได้

4. ใส่ยาปรับสภาพน้ำ หรือเกลือแกงหลังเปลี่ยนน้ำใหม่
หลังจากเปลี่ยนถ่ายน้ำปลาทุกครั้ง ให้ใส่ยาปรับสภาพน้ำที่มีขายตามร้านขายปลาสวยงามทั่วไป จะเป็นยาน้ำสีฟ้าเข้มใช้หยดลงในตู้ปลา เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดด่างให้เหมาะกับสภาพที่ปลาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และเป็นไปได้ให้ใส่เกลือแกงลงไปด้วย เป็นการฆ่าเชื้อโรค ป้องกันการเกิดโรคต่อปลา 

5. ต้องให้อาหารเป็นเวลา อย่าให้อาหารในปริมาณมาก
สำหรับปลาทองนั้น เป็นปลาที่หลายคนบอกว่ามีความจำสั้น คือมักจะกินอาหารได้ตลอดเวลาจนตายเลยทีเดียว ดังนั้นเราควรให้อาหารกับมันเป็นเวลา อาจจะเช้า-เย็น ในแต่ละครั้งต้องให้ปลากินหมดไม่เหลือ แล้วจึงค่อยให้ใหม่ เพราะหากให้อาหารเยอะเกินไป อาจทำให้ปลาท้องอึด ว่ายน้ำหัวทิ่มเสียการทรงตัวได้ และยังทำให้น้ำเสียเร็วอีกด้วย ซึ่งอาหารปลาทอง ก็มีหลายชนิด เช่น ลูกน้ำ หนอนแดง ไส้เดือนน้ำ อาหารเม็ด

6. ไม่จับปลาขึ้นมาดูด้วยมือเปล่า
การจับปลาด้วยมือเปล่าขึ้นมาดูใกล้ๆ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ปลาบอบช้ำได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องตักขึ้นมา ก็ควรใช้กระชอนหรือตาข่ายสวิง จะปลอดภัยต่อปลามากที่สุด และไม่ทำให้ปลามีบาดแผลตามตัว จนติดเชื้อโรคอีกด้วย

7. แยกปลาที่มีอาการป่วยออกมารักษาจากปลาตัวอื่นๆ
ไม่ว่าใครต่างก็เจอกับปัญหาปลาเป็นโรค ป่วยกันทั้งนั้น เพราะปลาทองมักจะไวต่อสภาพอากาศ อย่างฝนตกอากาศเปลี่ยน ก็อาจจะเป็นโรคพุ่มพวงได้ คือ มีอาการเบื่ออาหาร มีขี้ขาวตามตัว ครีบและหาง หากเราพบว่ามีปลาป่วย ให้แยกปลาตัวนั้นออกมาจากปลาตัวอื่น เพื่อรักษาให้หาย ไม่อย่างงั้นปลาทุกตัวในตู้อาจจะป่วยหมดทุกตัวก้เป็นได้

8. ไม่ควรเลี้ยงปลาจำนวนมาก จนแน่นตู้เลี้ยง
การเลี้ยงปลาจำนวนมากในที่เดียวกัน เสี่ยงอย่างมากต่อการที่ปลาจะทำร้ายกันเอง ตัวที่แข็งแรงก็จะอยู่รอด ตัวอ่อนแอก็จะตายไป เพราะระบบนิเวศน์ไม่สมดุล ปลาจะแย่งอาหาร ออกซิเจน ซึ่งถ้าไม่เพียงพอจะเกิดอาการเครียด และตายไปเรื่อยๆ จนมีจำนวนปลาที่เหมาะสม ถึงจะหยุดการตาย

9. ควรเลี้ยงปลาทองอย่างเดียว ไม่รวมกับปลาชนิดอื่น
จริงๆ แล้วปลาทอง เป็นปลานิสัยรักสงบ ไม่ดุร้าย สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้ เช่น ปลาสอด ปลาหางนกยูง ปลากระดี่ ปลาเทวดา ฯลฯ แต่ก็มีปลาบางชนิดที่เลี้ยงรวมด้วยไม่ได้ คือ ปลาแพะ ปลาหมูอินโด ปลาซักเกอร์ เพราะปลาเหล่านี้จะชอบกินเศษอาหารตามพื้นตู้ ผนังตู้ มีโอกาสที่จะดูดปลาทองจนได้รับบาดเจ็บได้ ฉะนั้นแนะนำว่าให้เลี้ยงปลาทองประเภทเดียวจะดีกว่า

10. อยากให้ปลาตัวใหญ่ รูปทรงสวย ให้เลี้ยงในบ่อดิน
เราจะสังเกตว่าปลาทองตามฟาร์มเพาะเลี้ยงจะมีขนาดใหญ่กว่าปลาที่เลี้ยงในตู้ ก็เพราะฟาร์มจะเลี้ยงในปริมาณที่มาก จึงปล่อยเลี้ยงในบ่อซึ่งมีขนาดใหญ่ ปลาสามารถว่ายได้อย่างสบาย ทำให้ไม่เครียด แถมยังหาอาหารตามธรรมชาติกินเองได้ด้วย เช่น สาหร่าย หนอนแดง ที่มีโปรตีนมีส่วนช่วยให้ปลาเจริญเติบโตรวดเร็ว นอกจากนี้ปริมาณน้ำที่ลึกพอดีช่วยให้ปลามีรูปทรงสวยตรงตามสายพันธุ์ หากใครอยากให้ปลาตัวใหญ่ ก็แนะนำให้เลี้ยงในบ่อปูน หรือบ่อดิน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของปลาด้วยว่าใหญ่ได้เต็มที่ขนาดไหน

เราหวังว่า เทคนิคการเลี้ยงปลาทองให้สวยและเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ ที่เรานำมานั้น จะทำให้ทุกคนนั้นได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงปลาทองมากขึ้น เมื่อรู้แล้วก็ลองนำไปปรับใช้กัน ปลาทอง ของคุณจะได้ตัวใหญ่ สีสวย สมบูรณ์อยู่กับคุณไปนานๆ เคยได้ยินมาว่าปลาทองสามารถมีอายุยืนถึง 50 ปีเลยทีเดียว

วิธีกำจัดคราบสนิมในบ้าน และบริเวณไหนของบ้านที่มักจะเกิดสนิมได้ง่าย ควรระวัง

สำหรับ สนิม นั้นเป็นปัญหาที่มักพบได้กับส่วนต่าง ๆ ในบ้านที่เป็นเหล็กหรือโลหะทุกชนิด สนิมเกิดจากปฏิกิริยาที่เหล็กทำกับน้ำและความชื้นในอากาศ เหล็กหรือโลหะจะค่อย ๆ แปลสภาพกลายเป็นออกไซด์ และเกิดเป็นไฮเดรตเฟอริกออกไซด์ หรือสนิมเหล็ก ทำให้เหล็กหรือโลหะผุ กร่อน และมีความแข็งแรงลดลง โดยจะเริ่มจากบริเวณหนึ่ง แล้วค่อยขยายลุกลามไปเรื่อย ๆ

ดังนั้น สาเหตุของการเกิดสนิมในบ้านส่วนใหญ่ โดยเฉพาะส่วนต่าง ๆ ในบ้าน หรือเฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของเหล็กหรือโลหะคือโดนน้ำ อยู่ในบริเวณที่มีความชื้นสูง หรือแม้แต่อยู่ในบริเวณที่มีไอเกลือเข้มข้น เช่น ตามชายฝั่งทะเล จะกระตุ้นให้เหล็กหรือโลหะกลายเป็นสนิมเร็วขึ้น

สนิมมีกี่ประเภท
สนิมมีด้วยกันหลายประเภท ซึ่งบ่งบอกถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  1. สนิมสีแดง
    เกิดจากสภาวะที่เหล็กสูญเสียอิเล็กตรอนเมื่อทำปฏิกิริยาทางเคมีกับน้ำ ส่งผลให้อิเล็กตรอนไปรวมตัวเข้ากับออกซิเจน จนออกมาในรูปของออกไซด์สีแดงเกาะอยู่บริเวณพื้นผิวของเหล็กหรือโลหะ สนิมประเภทนี้มีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเหล็กได้ค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่จะเกิดกับเหล็กหรือโลหะที่อยู่ในบริเวณที่มีปริมาณออกซิเจนและน้ำสูง แต่สนิมชนิดนี้มีความอ่อนตัวสูง สามารถขัดออกและทำความสะอาดได้ง่าย
  2. สนิมสีเหลือง
    เกิดจากสภาวะที่เหล็กได้รับความชื้นสูงอย่างมาก และความร้อน อาทิ น้ำเดือด เป็นระยะเวลานาน โดยส่งผลให้ออกไซด์ที่เกิดขึ้นบนเหล็กหรือโลหะเป็นสีเหลือง
  3. สนิมสีน้ำตาล
    เกิดจากสภาวะที่มีน้ำและออกซิเจนสูง แต่มีความชื้นต่ำ สนิมประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นหย่อม ๆ กระจัดกระจายบนพื้นผิวเหล็กหรือโลหะ สนิมสีน้ำตาลจะมีลักษณะแห้งมากกว่าสนิมประเภทอื่น และขัดทำความสะอาดออกจากเหล็กหรือโลหะได้ยาก
  4. สนิมสีดำ
    เกิดจากสภาวะที่มีออกซิเจนสูง แต่มีความชื้นต่ำ ลักษณะของสนิมมีสีน้ำตาลหรือดำ ส่วนใหญ่จะอยู่กระจายตัวทั่วพื้นผิวของเหล็กหรือโลหะเป็นหย่อม ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการที่เหล็กหรือโลหะได้รับการปนเปื้อนของสารเคมีบางอย่าง

บริเวณไหนของบ้านที่มักจะเกิดสนิมได้ง่าย
บริเวณบ้านที่มักจะเกิดสนิมได้ง่าย และพบได้บ่อย คือ พื้นที่ที่มักมีความชื้นเกิดขึ้นได้ง่าย มีตำแหน่งไหนบ้างเช็กได้ที่นี่

  1. ห้องน้ำ
    แน่นอนว่าเป็นพื้นที่ที่มีเหล็กหรือโลหะเป็นส่วนประกอบ จึงมีโอกาสที่จะเกิดสนิมขึ้นง่ายมาก เพราะว่าน้ำและความชื้นในห้องน้ำคือตัวการสำคัญในการเกิดสนิมได้ เมื่อโดนน้ำมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสที่จะพบสนิมมากขึ้นเท่านั้น
  2. ห้องครัว
    อีกหนึ่งส่วนของบ้านที่เกี่ยวข้องกับน้ำ และความชื้นบ่อย ๆ ทำให้โอกาสที่จะพบกับสนิมง่ายมากขึ้นด้วย ซึ่งเกิดได้ทั้งส่วนต่าง ๆ ของห้องครัว รวมทั้งเครื่องครัวต่าง ๆ ที่มีเหล็กหรือโลหะเป็นส่วนประกอบ เช่น กระทะ
  3. โรงจอดรถ
    พื้นที่นอกบ้านที่ต้องผจญกับน้ำฝน และความชื้นอย่างเต็มที่ จึงเป็นอีกหนึ่งส่วนของบ้านที่มีโอกาสเกิดสนิมขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของโครงสร้างเหล็ก ประตูเหล็ก หรือรั้วเหล็ก
  4. สวน
    ของตกแต่งสวน รวมถึงเครื่องมือทำสวน หรือเครื่องมือช่างที่มีส่วนประกอบของเหล็กหรือโลหะ มีโอกาสที่จะโดนน้ำฝน หรือน้ำจากการรดน้ำต้นไม้ ทำให้มีโอกาสเกิดสนิมได้ง่าย

วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดสนิม
สำหรับวิธีการป้องกันเรื่องของสนิมในบ้านนั้น ทำได้ไม่ยาก และสามารถเริ่มต้นด้วยตัวคุณเองได้ทั้งหมด ดังนี้

  1. เคลือบผิวเหล็ก
    เคลือบผิวเหล็กด้วยสีเคลือบพ่น สีทา ที่จะทำการเคลือบชั้นผิวของเหล็กไม่ให้เกิดสนิมได้โดยตรง โดยชั้นนอกที่เคลือบจะทำหน้าที่เป็นเหมือนเปลือกหุ้มที่ป้องกันความชื้น และอากาศจะกระทบกับผิวเหล็กหรือโลหะโดยตรง หรือเลือกเหล็กที่ผ่านการชุบดีบุกหรือสังกะสี เพื่อป้องกันน้ำและอากาศจากการสัมผัสเนื้อเหล็กหรือโลหะ แต่ต้องหมั่นเคลือบผิวเหล็กหรือโลหะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันสนิมได้นานขึ้น
  2. เลือกใช้วัสดุที่เป็นเหล็กกล้า
    เลือกใช้วัสดุที่เป็นเหล็กกล้า เพื่อป้องกันการเกิดสนิม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นมี 2 ประเภทที่แนะนำ คือ

         – สแตนเลส โลหะที่ผสมระหว่างเหล็กกับคาร์บอน ทำให้มีความต้านทานต่อการกัดกร่อนสูง จึงไม่เป็นสนิมได้ง่าย นอกจากนี้ก็ยังมีโครเมียมเป็นส่วนประกอบหลักมากถึง 10.5% ทำให้เกิดการสร้างฟิล์มโครเมียมออกไซด์ขึ้นมา และฟิล์มตัวนี้จะช่วยปกป้องไม่ให้มีอะไรมากัดกร่อนสแตนเลสได้ด้วย

        – อะลูมิเนียม จริง ๆ แล้ว อะลูมิเนียมเกิดสนิมได้เหมือนเหล็กหรือโลหะอื่น แต่สนิมของอะลูมิเนียมจะมีลักษณะเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ เคลือบผิวอะลูมิเนียม กลายเป็นกลไกป้องกันสนิมอีกทีหนึ่ง

  1. เลี่ยงการใช้งานวัสดุผิดประเภท
    หลีกเลี่ยงการใช้งานวัสดุที่เป็นเหล็กหรือโลหะในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการโดนน้ำหรือความชื้นสูง เช่น การทำชั้นเหล็กวางต้นไม้ในสวน
  2. เช็ดทำความสะอาดเครื่องมือ
    ทุกครั้งหลังจากการใช้งานเครื่องมือช่าง หรือเครื่องมือทำสวน ควรทำความสะอาดเครื่องมือให้เรียบร้อย เช็ดให้แห้ง เพื่อกำจัดน้ำและความชื้น รวมทั้งพ่นน้ำยาป้องกันสนิมเคลือบเครื่องมือเหล่านั้นก่อนเก็บให้ห่างไกลจากน้ำและความชื้น

วิธีกำจัดคราบสนิมในบ้าน
การกำจัดคราบสนิมในบ้านนั้นสามารถทำได้ง่ายมากกว่าที่คิด โดยสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบ้าน ดังนี้

  1. น้ำส้มสายชู
    น้ำส้มสายชู เหมาะกับการจัดการคราบสนิมที่ติดอยู่บนกระทะอย่างมาก โดยวิธีการทำความสะอาดก็ง่าย ๆ คือ นำกระทะมาตั้งไฟพอให้ร้อนจนเกิดควัน จากนั้นปิดไฟ เทน้ำส้มสายชูลงไปพอให้ท่วมคราบสนิม ใช้ฝอยขัดหม้อขัดให้ทั่วคราบสนิมขณะที่กระทะยังร้อนอยู่ จากนั้นซับออกด้วยผ้าหรือกระดาษทิชชู่จนแห้งสนิท ใส่น้ำมันลงในกระทะเล็กน้อย ใช้ผ้าหรือทิชชู่เช็ดอีกครั้ง เท่านี้คราบสนิมก็จะหยุดออกไปแล้ว
  2. ผงบอแรกซ์กับน้ำมะนาว
    บอแรกซ์อาจฟังแล้วดูน่ากลัว แต่จริง ๆ แล้วมีประโยชน์ในการกำจัดคราบสนิม โดยเฉพาะสนิมที่เกิดบริเวณอ่างล้างจาน หรืออ่างล้างหน้า วิธีการคือผสมผงบอแรกซ์กับน้ำมะนาวให้เข้ากันจากนั้นนำมาทาให้ทั่วบริเวณที่เป็นสนิม ทิ้งไว้จนแห้ง จากนั้นค่อยล้างออก คราบสนิมก็จะหลุดไป แต่เนื่องจากบอแรกซ์เป็นสารอันตรายจึงควรใส่ถุงมือและหน้ากากปิดจมูกก่อนผสมสูตรนี้
  3. หัวหอมใหญ่กับกระดาษทราย
    หัวหอมใหญ่สามารถใช้กำจัดคราบสนิมได้ด้วย โดยเริ่มจากใช้กระดาษทรายขัดคราบสนิมออกก่อน จากนั้นใช้หัวหอมใหญ่ผ่าครึ่งทาให้ทั่วบริเวณที่เกิดสนิม เสร็จแล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำร้อน คราบสนิมก็จะหายไป
  4. ผงซักฟอกกับน้ำส้มสายชู
    ในบริเวณที่มีคราบสนิมจำนวนมาก อาทิ ประตูเหล็ก หรือรั้วบ้าน สามารถใช้ผงซักฟอกกับน้ำส้มสายชูราดให้ทั่วบริเวณที่เป็นสนิม จากนั้นใช้สก๊อตไบร์ทขัดคราบสนิม แค่นี้คราบสนิมก็หายไปแล้ว
  5. น้ำมะนาว
    น้ำมะนาวเพียว ๆ ก็สามารถนำมาใช้กำจัดคราบสนิมได้ โดยเฉพาะคราบสนิมที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้า วิธีการก็ง่าย ๆ แค่บีบน้ำมะนาวลงบนคราบสนิมบนเสื้อผ้าให้ทั่ว จากนั้นต้มน้ำให้เดือด นำส่วนที่เปรอะคราบสนิมไปขึงบนปากหม้อ เพื่อให้ไอน้ำช่วยขจัดคราบสนิม เสร็จแล้วบีบน้ำมะนาวซ้ำตรงจุดเดิม ก่อนจะนำไปซักตามปกติ คราบสนิมบนเสื้อผ้าก็จะหายไป

สำหรับ วิธีกำจัดคราบสนิมในบ้าน และบริเวณไหนของบ้านที่มักจะเกิดสนิมได้ง่าย ควรระวัง ที่เรานำมานั้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้แก่ทุกคน เพราะการเกิดสนิมในบ้านนั้นเป็นเรื่องที่น่ากลัว ไม่ควรจะละเลย หรือไม่ดูแล เพราะสนิทนั้นอาจจะทำให้เสียหาย ผุพัง และเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยได้ เพราะฉะนั้นจึงควรเฝ้าสังเกตพื้นที่ในบ้าน และรอบ ๆ บ้าน โดยเฉพาะจุดเสี่ยงที่จะเกิดสนิมเพื่อที่จะได้แก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที